กสิกรฯคาดธุรกิจอสังหาฯปีหน้าฟื้น

กสิกรฯ หมายธุรกิจอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น สนับสนุนยอดสินเชื่อบ้านรวมหมดทั้งระบบเพิ่ม 8.5%

ธนาคารกสิกรไทย ประมาณการปีหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟื้น ดันยอดสินเชื่อบ้านทั้งระบบโต 8.5%

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ไดัรับผลกระทบนับตั้งแต่เศรษฐกิจโดยรวม มีผลให้ตลาดสินเชื่อบ้านด้วยระบบธนาคารปีนี้จะเติบโตเพียงร้อยละ 6-8 คิดเป็นยอดรวมสินเชื่อบ้านอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท

ส่วนปี 2558 เดาว่าตลาดจะเติบโตประมาณร้อยละ 8.5 คิดเป็นมูลค่า 2.9 ล้านล้านบาท เนื่องจากว่าการขยายโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ พร้อมกับปริมาณฑล การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พร้อมด้วยการส่งออกปีหน้าจะสูงขึ้นจากปีนี้ที่ติดลบร้อยละ 0.3 ถือเอาว่าปีหน้าจะเติบโตได้ถึงร้อยละ 2.0-4.5 มีผลภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานสินเชื่อบ้านกสิกรไทยไตรมาส 3 ปี 2557 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 35,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่าไตรมาสสุดท้ายจะปล่อยสินเชื่อได้ 12,000 ล้านบาท ทำให้ปี 2557 ธนาคารกสิกรไทยจะสามารถปล่อยสินเชื่อบ้านได้ 47,000 ล้านบาท เติบโตจากสิ้นปีที่แล้วร้อยละ 6-7 แต่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 49,000 ล้านบาทเล็กน้อย

กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น จากการวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อการซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจ การเมือง ค่าครองชีพ มีผลให้ครึ่งปีแรกการลงทุนโครงการใหม่ชะลอตัวพร้อมทั้งยอดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จากเดิมอยู่ที่ระดับร้อยละ 16.7 เพิ่มเป็นร้อยละ 20.8 และค่าครองชีพ ปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ระดับร้อยละ 18 เพิ่มเป็นร้อยละ 19.5

นอกจากนี้ กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น นับตั้งแต่ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น นอกจากสถิติปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 77 ของจีดีพี ปี 2556 เพิ่มเป็นร้อยละ 82 ของจีดีพี พร้อมทั้งปี 2557 ตัวเลขยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดหมายว่าสิ้นปีนี้จะสูงถึงร้อยละ 85 ของจีดีพี การอนุมัติสินเชื่อบ้านเกี่ยวกับสถาบันการเงินจนถึงสิ้นปีนี้จะทำได้ยากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้ครัวเรือนแตะระดับร้อยละ 30 ของรายได้ครัวเรือน

หลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ความศรัทธาของผู้บริโภคปรับตัวในทิศทางดีขึ้นทั้งแง่ของความไม่แน่นอนภาวะเศรษฐกิจ จากเดิมร้อยละ 27.7 ลดลงเหลือร้อยละ 26.9 ความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต จากเดิมร้อยละ 24.4 ลดลงเหลือร้อยละ 23.2 พร้อมทั้งความไม่สบายใจจากภาวะการเมืองในประเทศ จากเดิมร้อยละ 13.2 ลดเหลือเพียงร้อยละ 9.6 จึงมีแนวโน้มว่าภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้พร้อมทั้งปีหน้าจะดีขึ้นส่งผลให้ภาพรวม กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น

 

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน

‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ ขยายมูลค่าบ้านพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม

สศค.พิจารณาเกณฑ์ ยกเว้นภาษีที่ดิน พร้อมกับสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ขยายมูลค่าบ้านเป็น 1.5-2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท

หลังกระทรวงการคลัง นำเสนอกฎหมายการจัดเก็บภาษีมรดก ผ่านการพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว กฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินกับสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นกฎหมายอีกฉบับ ที่กระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอครม.ในต้นปีหน้า

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้หารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี เบื้องต้นสรุปว่า ยกเว้นภาษีที่ดิน ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง จะยังคงจัดเก็บที่อัตราเพดาน พื้นที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1% ส่วนที่ดินว่างเปล่ากับเพราะด้วยการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 4%

ส่วนอัตราการเก็บจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเริ่มพิจารณาเก็บฐานต่ำในอัตราเดิมก่อนหน้านี้ที่ สศค. เคยนำเสนอไว้ หมายความว่า ที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.05% พร้อมกับ ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.1% ซึ่งอัตราเก็บจริงจะเก็บครั้งเดียวปีต่อปี ส่วนที่ว่างเปล่าพร้อมด้วยด้วยการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 0.5% จะทยอยปรับทุก 3 ปี 2 ครั้ง

เพิ่มเติมข้อยกเว้น”ขยายมูลค่าบ้าน”

แต่ แนวทางปฏิบัติยังต้องพิจารณาเสริมเพิ่มใน กรณี ยกเว้นภาษีที่ดิน ซึ่งจะต้องพิจารณา “ขยายมูลค่าบ้าน” ที่ได้รับการยกเว้นเสียภาษีมากขึ้นจาก “ไม่เกิน 1 ล้านบาท” หมายถึง “ไม่เกิน 1.5- 2 ล้านบาท” เพื่อให้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมทั้งให้นำมูลค่าบ้านมาหักลดหย่อนตามข้อยกเว้นก่อน แล้วถึงจะนำมูลค่าบ้านที่เหลือไปคิดเป็นมูลค่าของฐานที่จะต้องเสียภาษี

“ภาษีที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้าง จะมีความชัดเจนและเสนอเข้าครม.ได้ประมาณมกราคมปีหน้า ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังต้องการผลักดันแน่นอน”

ทริส หวั่นเก็บภาษีมรดกกระทบกำลังซื้อ

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส เรตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ยกเว้นภาษีที่ดิน สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่รัฐบาลมีแนวคิดจะจัดเก็บภาษีมรดกที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเงินที่จะได้รับจากการจัดเก็บภาษีมีสัดส่วนคิดเป็น 0.5 % ของจีดีพีเท่านั้น สิ่งที่สังคมต้องทำความเข้าใจ หมายความว่า เงินมรดก เป็นเงินที่ประชาชนทำงาน พร้อมกับเก็บเงินไว้ให้ลูกหลาน เงินเหล่านี้ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว 1 ครั้ง อย่างการเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การเก็บภาษีมรดกคือการเก็บภาษีครั้งที่ 2 ดังนี้หากรัฐบาลจะทำจริง ต้องอธิบายกับสังคมให้ได้ถึงเหตุผลในการจัดเก็บ

แนะรับสร้างบ้านผนึกกำลังรับเออีซี

นายสุทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการ “ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย’58 @ ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ในหัวข้อ “ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ว่า การที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปเปิดตลาดรับสร้างบ้านในอาเซียนได้นั้น จะต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกัน เนื่องแต่ที่ผ่านมาสมาชิกยังไม่เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังควรตั้งรับมากกว่าตั้งรุก เน้นการสร้างตลาดกับกลุ่มลูกค้า สำหรับสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง ทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนจากประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย พร้อมด้วยสวีเดน ซึ่งจะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการเจรจากันบ้างแล้ว

ส่วนกลยุทธ์หากจะรุกตลาดอาเซียน ต้องไปกันเป็นกลุ่ม ที่ผ่านมาสมาคมฯ ย้ำการสร้างผู้ประกอบการที่มีคุณภาพกับเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาค ซึ่งในปีหน้าจะตอกย้ำเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ประกอบการขยายตลาดผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ

ชี้ศึกษากฎ-ระเบียบลงทุนให้ชัด

นายสุทธิพร ยังกล่าวว่า นอกจากการรวมกลุ่มช่วยกันรุกตลาดแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องศึกษากฎพร้อมทั้งระเบียบต่างๆ ในการเข้าไปลงทุนธุรกิจนี้ในอาเซียน เป็นพิเศษสัญญาการลงทุนต่างๆ เนื่องมาจากแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เป็นต้นว่า สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ ในประเทศนั้นๆ

เพราะว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่หรือซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน เนื่องจากมีการพัฒนาที่ช้ากว่าไทยหลายสิบปี ทำให้ขยายเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

“พม่าถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปทำธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้น เป็นพิเศษการเข้าไม่ถึงนักลงทุนที่แท้จริง แต่จะต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องรอบคอบ” นายสุทธิพร กล่าว

ระหว่างที่ความต้องการสร้างบ้านในประเทศลาวและกัมพูชานั้นถือว่ามีสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะ กับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติ ซึ่งชื่นชอบในฝีมือแรงงานกับรูปแบบการออกแบบของคนไทย เพราะว่าระดับราคารับสร้างบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 20-30 ล้านบาทเหตุด้วยผู้มีฐานะ และ 5-10 ล้านบาท สำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติ

มั่นใจปีหน้าธุรกิจสร้างบ้านโต

ส่วนภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ ถือว่าตลาดไม่ปกติ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 พร้อมกับ 3 ของปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น ทำให้ชะลอการใช้จ่ายโดยเฉพาะผู้บริโภคระดับรากหญ้า

ข้อเสียแรงงานไทยอายุมาก

นายสราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์พร้อมทั้งพัฒนาสังคม สถาบันการวิจัยเพราะว่าการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตลาดแรงงานก่อสร้างในไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะแรงงานระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งรูปแบบที่ถูกกฎหมายพร้อมด้วยผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวแต่แอบมาทำงานในไทย

ปัจจุบันแรงงานไทยมี 38 ล้านคน คือแรงงานก่อสร้าง 2.4 ล้านคน เป็นแรงงานระดับล่าง 2 ล้านคน หรือไม่ก็คิดเป็น 82% ขณะที่แรงงานต่างด้าว เช่น พม่า กัมพูชา พร้อมกับลาว อยู่ที่ 6.71 แสนคน คิดเป็น 34% ซึ่งแรงงานเวียดนามมีความต้องการที่จะเข้ามาทำงานในไทยมากกว่าแรงงานจากชาติอื่น

“แรงงานระดับล่างหากแข่งขันกันจริง เราไม่ได้ส่งแรงงานระดับล่าง แค่เรานำเข้าจากซีแอลเอ็มวี ขณะที่ลาวพร้อมด้วยกัมพูชาใช้แรงงานจากกัมพูชาพร้อมทั้งจีน เนื่องมาจากค่าแรงไม่สูง ขณะที่ปัญหาของแรงงานระดับล่างของไทยคือ เป็นแรงงานผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานไทยทำงานเป็นฤดูกาล ซึ่งจะต้องหาแรงงานต่างชาติเข้ามาชดเชยซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบ ขณะที่แรงงานต่างด้าวเป็นวัยหนุ่มสาว”

กคช.เล็งจัดมหกรรมขายบ้านปั้นยอดแพกเกจ 1

กคช.เล็งจัดมหกรรมขายบ้านปั้นยอดแพกเกจ 1

การเคหะฯ  ปั้นยอดโครงการแพกเกจ 1 พร้อมทั้งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หมายจัดงานมหกรรมขายบ้านโครงการแพกเกจ 1 ประมาณการจัดงานพร้อมกันทั่วประเทศเดือน ม.ค.58 แจงยอดขายแพกเกจ 1 รวม 2 ระยะ 2,286 หน่วย จาก 6,107 หน่วย หรือ 40% ของหน่วยเสนอขายทั้งหมด
นายสุภัคร ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า ภายหลังจากที่การเคหะฯ นำโครงการที่อยู่อาศัยแพกเกจ 1 เปิดขายตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา จนกระทั่งขณะนี้ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ท้ายสุด การเคหะฯ เตรียมเปิดตัวโครงการแพกเกจ 1 พร้อมด้วยเปิดการขยายอย่างเป็นทางการ โดยมีแผนจะจัดงานรณรงค์ขายโครงการแพกเกจ 1 ในเดือน ม.ค.2558 ที่จะถึงนี้
“ระยะนี้ทีมการตลาดอยู่ระหว่างการจัดหาพื้นที่สำหรับการจัดงานของทั้งในส่วนกลางในกรุงเทพมหานคร พร้อมกับในโซนโครงการต่างจังหวัดที่เชียงใหม่ พร้อมกับภูเก็ต ซึ่งในส่วนของการเคหะแห่งชาติเอง ต้องการที่จะจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง กทม. พร้อมทั้งต่างจังหวัด แต่กำลังเร่งหาข้อสรุปเรื่องสถานที่จัดงานให้ลงตัวทั้งเวลา พร้อมด้วยสถานที่ ทั้งนี้ หากวันเวลาในการจัดไม่ตรงกันก็อาจจะจัดให้เป็นวันที่ต่อเนื่องกัน อย่างไรก็ตาม หากสถานที่พร้อมกับวันที่ลงตัวจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง เช่นนี้ การเคหะแห่งชาติ ตามที่วางแผนเอาไว้คาดเดาว่าการจัดงานอาจจะเป็นต้นเดือนมกราคมปีหน้า”
นายสุภัคร กล่าวว่า นอกจากการเตรียมจัดงานดังกล่าวแล้ว กคช. ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบภายในด้านการรบริหารงานอีกหลายอย่าง เช่นว่า การพิจารณาพร้อมด้วยติดสินในเลือกที่จะใช้การออกแบบก่อสร้างในระบบ BIM มาใช้กับการก่อสร้างโครงการทั้งหมดของการเคหะแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ 3 มิติ พร้อมทั้งนำมาใช้บริหารโครงการได้เบ็ดเสร็จสารพัด ซึ่งขณะนี้ก็ทำลังให้ทีมงานมีการนำเสนอมาแล้วจะมีการคัดเลือกจะเลือกใช้การออกแบบโปรแกรมใด

สำหรับความคืบหน้าผลการขาย “โครงการที่อยู่อาศัยแพกเกจ 1″ หลังจากที่ได้เปิดขายระยะที่ 2 เมื่อช่วงวันที่ 24 ต.ค.-2 พ.ย. ที่ผ่านมา การเคหะฯ สามารถทำยอดขายได้ 2,286 หน่วย จากยอดรวมที่นำมาขายทั้งหมด 6,107 หน่วย หรือไม่ก็ประมาณ 40% และยังคงมียอดจองที่ทยอยเพิ่มขึ้น สำหรับโครงการที่ได้รับความสนใจมากในการเปิดขายครั้งที่ผ่านมา ประกอบด้วย โครงการเชียงใหม่ (ไนซ์ซาฟารี) ระยะที่ 1 โครงการเชียงใหม่ (หนองหาร) ระยะที่ 1 โครงการเชียงใหม่ (สันผีเสื้อ) โครงการจังหวัดกระบี่ (กระบี่น้อย) โครงการการจังหวัดภูเก็ต (เทพกระษัตรี) โครงการจังหวัดศรีษะเกษ (โนนข่า) พร้อมกับโครงการจังหวัดชลบุรี (กุฎโง้ง) เพราะว่ากลุ่มลูกค้าที่มาจองโครงการมีความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง พร้อมด้วยมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของการเคหะฯ ในการสร้างที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งราคาขายที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้
อย่างไรก็ตาม มีบางโครงการ เช่นเดียวกับ ที่จังหวัดภูเก็ต (เทพกระษัตรี) กับโครงการที่จังหวัดชลบุรี (นาจอมเทียน) มีลูกค้าที่ลงชื่อไว้ พร้อมกับแห่มาซื้อกันจำนวนมาก เพราะเฉพาะพื้นที่ด้านหน้าโครงการจนทางการเคหะแห่งชาติต้องยุติการขายโครงการด้านหน้าเอาไว้ก่อน แต่เปิดขายพื้นที่ด้านในโครงการก่อน

“ความคืบหน้าโดยการขาย โครงการแพกเกจ 1 ระยะที่ 1 ที่เปิดขายไปเมือปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มียอดจอง50% ล่าสุด ทางการเคหะฯ ได้เรียกลูกค้าที่จองโครงการไว้มาทำสัญญาได้เกือบ 100% แล้ว กับหลังจากนี้ก็จะเริ่มมีการผ่อนดาวน์เลยเพราะว่าให้นำเงินจองมาเป็นการผ่อนดาวน์งวดแรกของเดือน ต.ค. เช่นนี้ ใน พ.ย.ถือเป็นการผ่อนดาวน์เดือนที่ 2 ของโครงการแพกเกจ 1 ที่เปิดขายช่วงแรก เพราะว่าการผ่อนดาวน์จะมี 2 ลักษณะคือ เพื่อโครงการที่ขายสำหรับผู้มีรายได้น้อย จะให้ลูกค้าผ่อนดาวน์ 10% ของมูลค่าโครงการ พร้อมกับสำหรับโครงการที่ขายเพื่อหารายได้ลูกค้าจะผ่อนดาวน์ 20% ของราคาขายแต่ละโครงการที่ซื้อ”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

“ดิ เอ็ม ดิสทริค” ผู้สร้างค้าปลีกระดับเวิลด์ลักชัวรี่ของไทย

“ดิ เอ็ม ดิสทริค” ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย คว้ารางวัลชนะเลิศจาก เซาธ์อีส เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014

ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม พร้อมด้วย ดิ เอ็มควอเทียร์ จากโครงการ “ดิ เอ็ม ดิสทริค” เขตการค้าแห่งใหม่ ใจกลางสุขุมวิท ย้ำวิสัยทัศน์พร้อมด้วยเป้าหมายในการยกระดับให้หมายถึงศูนย์การค้าระดับโลก ทันสมัย แปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (Extraordinary Lifestyle) หลังสุดคว้ารางวัลชนะเลิศสาขา โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมในที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Best Commercial Architectural Design – South East Asia) จาก เซาธ์อีส เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014 (South East Asia Property Awards 2014) ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเร็วๆนี้

เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิ เอ็มโพเรี่ยม กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติที่ในปีนี้ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ เนื่องจากโครงการ “ดิ เอ็ม ดิสทริค” ได้รับรางวัลชนะเลิศในสาขา โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจาก เซาธ์อีส เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014 ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศต่างๆในภูมิภาคเข้าร่วมประกวด เช่น อินโดนิเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พร้อมทั้งไทย โดยเป็นธุรกิจค้าปลีกเพียงรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ยกเว้นนี้ยังได้รับอีกสองรางวัลจาก ไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014 (Thailand Property Awards 2014) ในสาขา โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยม-ประเทศไทย (Best Commercial Architectural Design – Thailand ) พร้อมกับรางวัลโครงการอสังหาริมทรัพย์ เชิงพาณิชย์ยอดเยี่ยม-ประเทศไทย (Best Commercial Development – Thailand) ซึ่งคือเครื่องการันตีความสำเร็จจากการพัฒนารูปแบบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

เพราะทีมงานนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของดิ เอ็มโพเรี่ยม พร้อมด้วยดิ เอ็มควอเทียร์ ให้โดดเด่น งามสง่า ผสานการรังสรรค์การตกแต่ง ภายใต้แนวคิด Organic Form พร้อมด้วย Embracing with Nature ที่นำศาสตร์พร้อมด้วยศิลป์ในการออกแบบ ผนวกเข้ากับรูปแบบความงามที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เพราะสร้างสุดยอดสุนทรียภาพแปลกใหม่ในการช้อปปิ้ง ครบครันสิ่งอำนวยความสะดวก กับเทคโนโลยีล้ำยุค

“ดิ เอ็ม ดิสทริค” ประกอบด้วยสามโครงการศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาส ประกอบด้วย ดิ เอ็มโพเรี่ยม (The Emporium) หมายถึง ที่สุดแห่งความมีระดับ (The Ultimate Shopping Complex) ดิ เอ็มควอเทียร์ (The EmQuartier) จะเป็นมิติใหม่โดยรูปแบบชีวิตที่ไม่ธรรมดา (The Extraordinary Life) กับ ดิ เอ็มสเฟียร์ (The Emsphere) จะเป็นชีพจร เป็นความเร้าใจใหม่ของกรุงเทพฯ (The Vibe of Bangkok has never experienced before) ณ ทำเลที่ดีที่สุดใจกลางแนวสุขุมวิทโอบล้อมสวนเบญจสิริ บนเนื้อที่เป็นทั้งสามโครงการรวม 50 ไร่ พื้นที่โครงการรวม 650,000 ตารางเมตร เหมือนกันงบลงทุนเฉพาะโครงการศูนย์การค้ากว่า 25,000 ล้านบาท อันเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการค้าปลีกไทย สำหรับแผนพัฒนาโครงการศูนย์การค้าระดับโลก

ThaiPR.net — พุธที่ 19 พฤศจิกายน 2557 09:59:12 น.

SC ฟุ้งยอดเยี่ยมชมโครงการเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 25% ในเวลาเดียวกันเดินหน้ารังสรรค์ออฟฟิศใหม่

 

557000013550201เอสซีฯ แจง 9 เดือน มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 20% ทั้งรายได้พร้อมกับกำไรสุทธิ มั่นใจรวมหมดทั้งปีรายได้ตามเป้า 12,000 ล้านบาท มีโครงการเหลือขายในพอร์ต 32 โครงการ มูลค่า 24,650 ล้านบาท  เอสซีฯ ฟุ้ง ผู้เยี่ยมชมเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 25% เป็นพิเศษในโครงการบ้านที่ระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านขึ้นไป พร้อมทั้งเดินหน้าอาคารสำนักงานแห่งใหม่ “เอสซี แอสเสท”

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC แสดงออกถึงความสำเร็จของผลประกอบการภายใต้นโยบายการเติบโตอย่างยั่งยืน สรุปผลประกอบการ 9 เดือน บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท เติบโต 21% เพราะว่าเป็นรายได้จากการดำเนินงาน 8,191 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท พร้อมทั้งยอดขาย 6,095 ล้านบาท เช่นนี้ ในปีนี้ เอสซีฯ มีรายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม 6 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมพร้อมทั้งสัดส่วนสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ไตรมาส 3 ที่สร้างผ่านมานี้ มีการเปิดพรีเซลส์โครงการใหม่ระดับพรีเมียม 3 โครงการ คือ

1. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 28 ไร่ มูลค่าโครงการ 830 ล้านบาท เริ่ม 7-10 ล้านบาท

2. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด วงแหวน-พระราม 9 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 45 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท เริ่มต้น 5-8 ล้านบาท

3. โครงการเวิร์คเพลส ราชพฤกษ์-จรัญฯ โฮมออฟฟิศดีไซน์ใหม่ มูลค่าโครงการ 720 ล้านบาท ราคาริเริ่ม 4.99-12 ล้านบาท สมัยนี้ทั้ง 3 โครงการได้รับการยอมรับที่น่าพอใจ สร้างยอดขายรวมกันประมาณ 400 ล้านบาท เพราะว่าตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่น สะดวกสบาย พร้อมกับมีการออกแบบที่ชดเชยในเรื่องฟังก์ชันได้ครบถ้วน ตามหลักคิด 5 จุดขายหลักเป็น เอสซีฯ   

นายณัฐพงศ์ สรุปเพิ่มเติมถึงความรุดหน้าของอาคารสำนักงานแห่งใหม่ “เอสซี แอสเสท” กำลังพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานแห่งใหม่ บนถนนพหลโยธิน ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ปัจจุบันโครงการได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อย พร้อมด้วยได้เริ่มงานเสาเข็มเจาะแล้ว ประมาณว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างใกล้เคียง 2 ปี แล้วเสร็จต้นปี 2560 เป็นอาคารสูง 24 ชั้น พร้อมด้วยชั้นใต้ดิน 1 ชั้น รวมพื้นที่อาคารสำนักงานประมาณ 13,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,170 ล้านบาท ธุรกิจอาคารสำนักงานเพื่อเช่า ปัจจุบันอุปสงค์เติบโตเร็วกว่าอุปทานเห็นได้จาก occupancy rate พร้อมกับอัตราค่าเช่า มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกๆ ปีต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับเมื่อพิจารณาควบคู่กับปัจจัยบวกจากการเปิด

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤศจิกายน 2557 23:45

ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน

2 เทคนิคง่ายๆปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน

สำหรับหลายๆท่านที่สนใจในเรื่องของการจัดฮวงจุ้ยนั้นวันนี้เราก็มีในเรื่องของการปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน มาฝากทุกท่านครับ เผื่อว่าหลายๆท่านอาจจะนำไปปฏิบัติตาม เพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจและความรุ่งเรืองในหน้าที่การงานครับ เราลองมาดูเทคนิค การปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน กันครับ

 

1.ปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน ในเรื่องตำแหน่งของโต๊ะทำงาน          

ตำแหน่งโต๊ะทำงานที่ดี นั้น ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน ที่ดีนั้น ท่านจะต้องหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทำงานตรงกับประตูครับ เพราะว่า สิ่งต่างๆที่ไม่ดีจะเข้ามาหาท่านได้ง่าย เสี่ยงต่อการถูกนินทาว่าร้ายเอาได้ครับ และหลังโต๊ะทำงานก็ไม่ควรเป็นประตูเช่นเดียวกัน เพราะว่าอาจจะถูกเพื่อนร่วมงานแทงข้างหลังได้ครับ วิธีแก้เคล็ดก็สามารถทำได้โดยหาต้นไม้หรือฉากมากั้นระหว่างประตูหรือโต๊ะทำงานครับ ด้านหลังโต๊ะทำงานหมายถึงความมั่นคงครับ นอกจากนี้ยังควรหันโต๊ะทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน การทำงานจะได้ราบรื่นไปในทิศทางเดียวกัน หลีกเลี่ยงการหันโต๊ะเข้าหากัน เพราะอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งต่อกันได้ รวมถึงทำให้ท่านไม่มีกระจิตกระใจทำงาน เพราะอาจจะสนุกสนานกับการคุยกันจนเกินไป

 

2.ปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน สิ่งของที่วางบนโต๊ะทำงาน

ไม่ควรปล่อยให้โต๊ะทำงานรกครับ เพราะจะทำให้พลังในการทำงานเสื่อมโทรมเพราะถูกสิ่งของต่างๆเข้ามาบดบัง รวมทั้งสิ่งของประจำนักษัตรต่างๆไม่ควรเอามาวางไว้บนโต๊ะทำงาน เพราะบางอย่างอาจจะไม่ถูกโฉลกกับเราได้ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน ที่ดี ควรจะจัดให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ เพื่อพลังของโต๊ะทำงาน จะสามารถสะท้อนออกมาแก่ตัวเราให้มีพลังในการทำงานอย่างเต็มที่ ที่ด้านซ้ายของโต๊ะทำงาน เป็นตำแหน่งแห่งอำนาจในการทำงาน ดังนั้นให้วางของสูงๆไว้ตรงนี้ เพื่อปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน ครับ อย่างเช่นชั้นวางเอกสาร จอคอมพิวเตอร์ ยิ่งสูงยิ่งดีครับ ด้านหน้าของโต๊ะทำงาน ควรเอาแก้วน้ำใส่น้ำมาวางเพื่อดูดซับพลังงานที่ดี เพื่อส่งเสริมหน้าที่ในการทำงาน ครับ ในส่วนของด้านขวาของโต๊ะ เป็นตำแหน่งของการประสานงาน ความราบรื่นในการทำงาน ให้วางข้าวของเครื่องใช้ที่ต่ำๆไว้ด้านนี้ เพื่อปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน จะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประสานงานความราบรื่นของงานครับ

 

เห็นไหมครับ การปรับ ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน เพื่อสร้างความสิริมงคล หรือช่วยเสริมในเรื่องของการทำงาน ไม่ได้ยากเลยใช่ไหมครับ เรื่องพวกนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ แต่ทำไว้ก็ช่วยในการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีในการทำงานครับ ลองไปทำตามดูได้นะครับ ท่านอาจจะรู้สึกว่า เพียงแค่ปรับโต๊ะทำงาน ชีวิตการทำงานของท่านอาจจะดีขึ้นก็ได้นะครับ

คาดธุรกิจอสังหาฯปี58

คาดหวังธุรกิจอสังหาฯปี58โตมากกว่า10% เตรียมจัดทุ่มงบ 4,400 ลบ. ผุดโครงการใหม่

“ไตรเตชะ” ค่าดหวังจธุรกิจอสังหาฯ ปี 58 โตไม่ต่ำกว่า 10% หลังปีนี้ชะลอตัว จัดทุ่มงบ 4,400 ลบ. ผุดโครงการใหม่

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2557 เท่าที่ได้ตามภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์น่าจะติดลบไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5-10 จากสาเหตุปัญหาการเมือง คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยในการเลือกซื้อบ้านพร้อมด้วยคอนโดมิเนียม ทำให้ยอดขายในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกสะดุด แต่หลังสภาวะการปัญหาภายในประเทศมีความสงบพร้อมด้วยเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดีขึ้น แม้จะไม่ดีมากในช่วงปลายปี แต่เริ่มมีสัญญาณความต้องการที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มปริมาณ ซึ่งความต้องการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของคนในกรุงเทพฯกับปริมณฑลจะมุ่งเน้นเส้นทางที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายต่าง ๆ เป็นหลัก โดยเหตุนั้น มองว่าปี 2558 จะเป็นปีที่น่าสนใจภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและแนวตั้งจะกลับมาเติบโตได้เกินกว่าร้อยละ 10 ทำให้ราคาขายต่อหน่วยเกิดขึ้นด้วยด้วยอย่างน้อยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ถือว่าไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม เพราะว่าตอบสนองความต้องผู้บริโภคที่สนใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในแนวตั้งทางศุภาลัยใช้งบประมาณกว่า 2,700 ล้านบาทจัดทำโครงการ “ศุภาลัย เวอเรนด้า รัตนาธิเบศร์ ” ในพื้นที่ 5 ไร่ หมายถึงคอนโดมิเนียมสูง 33 ชั้น ราคา 1.6 ล้านบาทขึ้นไปต่อยูนิค มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 30-92 ตารางเมตร ขึ้นต้นก่อสร้างตั้งแต่ปลายปี 2557 เสร็จภายในปลายปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมกับยังตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่ เพราะว่าเริ่มเดินหน้าก่อสร้างโครงการศุภาลัย มอนเต้ บนพื้นที่เกือบ 4 ไร่ งบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท เป็นอาคารชุดพักอาศัย 32 ชั้น ราคาเริ่มต้นกว่า 1 ล้านบาทอีกด้วย เชื่อว่าทั้ง 2 โครงการจะขายหมด เพราะว่าอยู่ในพื้นที่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 14:25