PS ลุยคอนโดฯ

PS บุกไปคอนโดฯ อิงเซ็นทรัล-สายสีม่วง ย้ำหนี้ครัวเรือนไม่กระทบกระเทือน

“เลอศักดิ์” บ่ยันหนี้ครัวเรือนเพิ่ม ยันไม่ได้ส่งผลกระทบ อิงยอดไม่รับสินเชื่อลดลงเหลือ 5% เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ครึ่งปีหลังอีก 43-48 โครงการ มูลค่า 30,000-35,000 เน้นตลาดแนวราบ ลั่นยอดขายทั้งปีตามเป้า 47,000 ล้านบาท ในเวลาเดียวกันเปิดโครงการคอนโดฯ ติดกับเซ็นทรัล สเตชั่น มูลค่า 2,300 ล้านบาท ทำตลาดลำดับขั้นราคาค่างวดล้านต้นๆ แย้มยังมีที่ดินเหลืออีก รอโอกาสอันควรลงทุนคอนโดฯใหม่

นายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารพร้อมกับกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ว่า ยังคงมีหลายปัจจัยที่จะเข้ามากระทบ แต่โดยรวมมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ขณะที่ภาครัฐได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนต่างๆ เข้ามา ซึ่งภาคอสังหาริมทรัพย์ก็มีทิศทางการเติบโตสอดคล้องกัน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่มีการงอกงามสูงที่สุด รองลงมาคือ ทาวน์เฮาส์ ขณะที่บ้านเดี่ยวเติบโตชะลอตัวลง ส่วนตลาดต่างจังหวัดยังคงชะลอตัวจากการส่งออกที่ติดลบ และภาคการเกษตรยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งการลงทุนระบบคมนาคมที่มีการเลื่อนโครงการออกไป จากช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตติดลบ 3% รวมถึงอัตราหนี้ภาคครัวเรือนจะเป็นแรงกดดันต่อการปล่อยสินเชื่อด้วยธนาคารพาณิชย์

“มองว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานเงินลงทุน พร้อมด้วยมีสภาพคล่องสูงจะมีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งทางบริษัทฯไม่มีผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนมากนัก จะเห็นได้ว่ายอดปฏิเสธสินเชื่อครึ่งปีแรกลดลงมาอยู่ที่ 5% ครั้นเทียบกับปีที่ผ่านอยู่ที่ 7%”

อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่าจะเปิดโครงการใหม่ได้ตามแผนงานที่วางไว้ว่าจะเปิด 70-75 โครงการ มูลค่า 55,000-60,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดแล้ว 27 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท พร้อมทั้งตามแผนในครึ่งปีหลังต้องเปิด 43-48 โครงการ มูลค่า 30,000-35,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่คือโครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ พร้อมกับเป็นคอนโดมิเนียมอีก 7-9 โครงการ

โดยในความเชื่อมั่นต่อผลการดำเนินงานนั้น นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า จะเติบโตตามตั้งเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยยอดขายอยู่ที่ 47,000 ล้านบาท และรายได้ 47,000 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกมียอดขายแล้ว 24,000 ล้านบาท คิดเป็น 51% ของเป้าที่ตั้งไว้ทั้งปี และเติบโต 20% ส่วนรายได้ช่วงครึ่งปีแรกเติบโต 10% พร้อมด้วยมียอดขายคอนโดมิเนียมที่รอรับรู้รายได้ 15,000 ล้านบาท นอกจากนี้ มีโครงการที่อยู่ท่ามกลางการขาย 82,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 80% พร้อมกับคอนโดมิเนียม 20%

ล่าสุด บริษัทได้เปิดโครงการ พลัม คอนโด เซ็นทรัล สเตชั่น ใกล้สถานีสามแยกบางใหญ่ 400 เมตร พื้นที่ 4 ไร่ มูลค่า 2,300 ล้านบาท จำนวน 1,208 ยูนิต พื้นที่ 23.5-50 ตารางเมตร ราคา 1.39 ล้านบาทต่อยูนิต หรือ 70,000 บาทต่อตารางเมตร จะเปิดขายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ ที่สำนักงานขายโครงการ จองในงานลุ้นรับรถยนต์ซูซูกิ สวิฟท์ และของรางวัลกว่าล้านบาท สมัยปัจจุบันมียอดลงทะเบียนกว่า 3,700 คน และในพื้นที่เดียวกันยังมีที่ดินเกินอีก 15 ไร่ โดยมีระเบียบจะคืบหน้าโครงการคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ พื้นที่ประมาณ 4 ไร่ คาดว่าจะเปิดในปี 2559 ส่วนที่ดินที่เหลืออยู่ระหว่างการทำแผนพัฒนาที่ดิน

“ที่อยู่อาศัยย่านบางใหญ่หมายความว่าทำเลที่มีศักยภาพ จากการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง กับกำลังจะมีการลงทุนมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี โดยจากการค้นหาพบว่า พื้นที่นี้มีมูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยประมาณ 7,000 ล้านบาท ตัวเลขยูนิตที่ขายได้ 3,000 ยูนิตต่อปี จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ขายอยู่กว่า 18,000 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2,800 ยูนิต ทาวน์เฮาส์ 8,900 ยูนิต บ้านเดี่ยว 6,400 ยูนิต”

เศรษฐี “สวิตฯ” ขายห้างฯ ขนเงินผุดคอนโดฯ

เศรษฐี “สวิตฯ” ขายห้างฯ ขนเงินผุดคอนโดฯ พัทยาหมายหาพันธมิตรร่วมทุนทำต่อเฟส 2

เศรษฐี “สวิตเซอร์แลนด์” ขายห้างสรรพสินค้าหอบเงินลงทุนอสังหาฯ ไทย ผุด  PURE SUNSET BEACH คอนโดฯ  โลว์ไรส์ ริมหาดตะวันรอน ที่นาจอมเทียน ส่องแสวงพันธมิตรร่วมทุนลุยต่อเฟส 2 หลังปิดการขายเฟสแรก 100 ยูนิต นับตั้งแต่ 110 ยูนิต มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

นายนิโคลัส บุชเชอร์ ประธานกรรมการบริษัท เวสเทิร์น ซีวิว จำกัด ผู้ลงทุนกับสถาปนิกผู้ออกแบบ  โครงการเพียว ซันเซ็ท บีช หรือ เพียว หาดตะวันรอน กล่าวว่า โครงการดังที่กล่าวมาแล้วคือโครงการคอนโดมิเนียมสร้างก่อนขายบนพื้นที่ 33 ไร่ แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 เฟส เพราะว่าเฟสแรกมี อาคารสูง 4-6 ชั้น 6 อาคาร จำนวน 110 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้น 4.2-40 ล้านบาท มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท เพราะว่าขณะนี้สามารถปิดการขายได้แล้ว 100 ยูนิต ส่วนที่เหลือ 10 ยูนิตสุดท้าย บริษัทได้จัดกิจกรรมการตลาดขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ กับประมาณการว่าจะสามารถปิดการขายในเฟสแรกได้ทั้งหมด

นานนิโคลัส กล่าวว่า ด้วยว่าโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตในวัยเกษียณในเมืองไทย ดังนี้ เนื่องจากประสบการณ์นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งสถาปนิกผู้ออกแบบที่พัฒนาโครงการอสังหาฯ ในต่างประเทศจำนวนมาก โครงการนี้จึงหมายถึงโครงการมาสเตอร์พีซที่มีความพิเศษสำคัญทุกขั้นตอน

“โครงการนี้ตั้งอยู่บนที่ดินที่มีศักยภาพสูง ไม่เพียงแต่อยู่ติดทะเล กลับยังมีความลาดชันสวยงาม กับยังอยู่ในทำเลที่ดีมาก นอกจากจะแวดล้อมด้วยว่าแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลาย ในอนาคตอันใกล้ก็จะมีโครงการมอเตอร์เวย์ 7 (พัทยา-มาบตาพุด) ตัดผ่านด้านหน้า เพราะมีทางเข้าออกจากมอเตอร์เวย์อยู่ห่างไม่เกิน 1 กิโลเมตร เพราะจะเริ่มสร้างมอเตอร์เวย์ในปี 2558 นี้”

ส่วนการออกแบบ พร้อมทั้งก่อสร้างในโครงการนี้ตอกย้ำที่การออกแบบซึ่งคำนึงถึงความกลมกลืนด้วยกันธรรมชาติ ทุกห้องในเฟสแรกจะสามารถมองเห็นทะเลได้เพราะว่าไม่มีสิ่งกีดขวางสายตา พร้อมกับเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Friendly) ซึ่งมีระบบการหมุนเวียนน้ำใช้ ระบบการกรองเก็บน้ำฝนเพราะด้วยดื่มใช้ ระบบผนังกันร้อน ระบบไฟแอลอีดี ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และการออกแบบสำหรับประหยัดพลังงาน พร้อมกับความอยู่สบาย วัสดุก่อสร้าง และการก่อสร้างทั้งหมดอยู่ภายใต้มาตรฐานยุโรป

นางนภารัตน์ สิหนาทกถากุล ผู้อำนวยการการตลาดพร้อมทั้งการขาย บริษัท เวสเทิร์น ซีวิว จำกัด พร้อมทั้งผู้ร่วมลงทุนในโครงการ กล่าวว่า “เพียว ซันเซ็ท บีช พัฒนาคือโครงการโลว์ไรส์ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าอสังหาริมทรัพย์ในอาณาบริเวณนาจอมเทียน โดยมากแล้วจะเป็นคอนโดไฮไรส์ พร้อมด้วยมีจำนวนยูนิตมากๆ ต่อโครงการ เน้นหนักตอบโจทย์ลูกค้าระดับล่างถึงกลาง ซี่งปัจจุบันเริ่มเห็นภาวะโอเวอร์ซัปพลายบ้างแล้ว

PURE SUNSET BEACH จะมีกิจกรรมเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2557 เพราะว่าผู้ที่สนใจสามารถร่วมงานได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป เพราะจะมีการเปิดให้ชมห้องตัวอย่าง พร้อมการเปิดตัวคลับเฮาส์ พร้อมทั้งตึก E ซึ่งหมายถึงตึกสุดท้ายเป็นเฟสแรกที่จะเริ่มเปิดขาย ซึ่งโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อห้องในวันงานจะได้รับไอโฟน 6 รุ่นพิเศษออกแบบจาก Golden Dreams เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งประกอบ ด้วยวัสดุสุดพรีเมียม ทั้งหนังจระเข้ พร้อมทั้งทองคำ 24K พร้อมสลักชื่อผู้เป็นเจ้าของ มูลค่า 150,000 บาท”

RICHY เปิดโครงการใหม่จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่

เปิดโครงการใหม่ RICHY จับตลาดพรีเมียมติด BTS วงเวียนใหญ่ พร้อมกันนี้โชว์กำไรไตรมาส 3/57 กว่า 38.03

“ริชี่เพลซ 2002” จัดเตรียมเปิดโครงการใหม่  เดอะริช รุกตลาดพรีเมียม ทำเลทองติดสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ สไตล์โมเดิร์ล อิงลิช มูลค่า 2,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้โชว์กำไรไตรมาส 3/57 กว่า 38.03 โตก้าวกระโดดจากไตรมาส 2/57 ที่มีกำไร 11.14 ล้าน “ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์” กล่าวเป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้ ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ครึ่งปีหลังกำลังซื้อฟื้นตัว บวกกับรับรู้รายได้การโอนโครงการใหญ่ ริชพาร์ค@เตาปูนอินเตอร์เชนจ์ กว่า 201 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการกว่า 1,700 ล้านบาท เชื่อมั่นปีนี้รายได้ไม่พลาดเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10-20%

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) (RICHY) บอกกล่าวว่า ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 นี้ ทางโครงการจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ ในนาม  เดอะริช ซึ่งคือแบรนด์ระดับพรีเมียม ราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ 100,000 บาทขึ้นไป บนทำเลที่ดีที่สุดสถานที่หนึ่งเพื่อกรุงเทพมหานคร เพียง 60 เมตรจากบันไดบีทีเอสวงเวียนใหญ่ ซึ่งนับได้ว่าคือหนึ่งในนโยบายของบริษัทที่ชูจุดเด่นในด้านทำเล ที่ให้ความสะดวกสบายด้วยกันผู้บริโภคในการเดินทางตลอดระยะเวลาปฏิบัติการที่ผ่านมาเพราะว่าโครงการดังกล่าว หมายความว่าคอนโดมิเนียมสูง 23 ชั้น 511 ยูนิต มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท สไตล์ Modern English ที่มาพร้อมสรรพแบบห้องหน้ากว้าง 7.6 เมตร เนื้อที่ 38 ตารางเมตร พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ในระดับราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งขันในบริเวณเดียวกัน

ดังนี้ ทางบริษัทจะเปิดตัวโครงการให้กับแฟนคลับและนักลงทุน เข้าร่วมงานในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ห้องสกุณตลา เวลา 13.00-15.00 น. เนื่องด้วยเลือกทำเลก่อนคนอื่นพร้อมทั้งเข้าครอบครองเป็นเจ้าของห้องในระดับราคาที่ถูกที่สุด บนทำเลที่ดีที่สุดย่านฝั่งธนฯ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ www.rp.co.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2557 ด้วยบริษัทเติบโตอย่างเด่น เพราะมีรายได้รวม 242.42 ล้านบาท กำไรสุทธิ 38.03 ล้านบาท ขยายตัวติดต่อจากไตรมาส 2/2557 ที่มีรายได้รวม 102.48 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 11.14 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2557 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 448.10 ล้านบาท พร้อมด้วยมีกำไรงวด 9 เดือน 54.87 ล้านบาท

“ผลงานที่ปรากฏออกมาก็เป็นไปตามที่เคยกล่าวไว้ ว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาส 3 ด้วยว่าสัญญาณเริ่มดีขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กับทีมผู้บริหาร  เดอะริช ซึ่งคือแบรนด์ระดับพรีเมียม มั่นใจว่า ผลการดำเนินงานในอนาคตจะมีความโดดเด่น ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง พร้อมด้วยจะมีการแพร่ขยายโครงการใหม่ที่มีคุณภาพเหตุด้วยตอบสนองความต้องการเกี่ยวกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 10-20%”.

ร้องใช้ราคากลางตามต้นทุนจริงสมาคมฯชงแก้พ.ร.บ.ก่อสร้างหวัง

ตั้งใจใช้ราคากลางตามต้นทุนจริงสมาคมฯชงแก้พ.ร.บ.ก่อสร้าง/ต้องการได้งานไม่ตกค้าง

สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯเรียกร้องกรมบัญชีกลาง-กระทรวงพาณิชย์ กำหนดราคากลางสะท้อนสู่ต้นทุนจริง ปัจจุบัน เพื่อจูงใจให้มีผู้เข้าร่วมประกวดราคาได้ในราคาที่เหมาะสม งานไม่ตกค้าง หรือหาผู้รับเหมาไม่ได้จนงานล่าช้า

นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดยเฉพาะกรมบัญชีกลางพร้อมด้วยกระทรวงพาณิชย์กำหนดราคากลางพร้อมทั้งกำหนด FACTOR F (ค่าตัวเลข ซึ่งกำหนดขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมราคากลาง) โครงการก่อสร้างโดยจะต้องให้หาวิธีการให้สะท้อนราคาในปัจจุบัน

ประการสำคัญ กำหนดราคากลางสะท้อนสู่ต้นทุนจริง ราคาวัสดุหลักที่ใช้ก่อสร้างยังถูกควบคุมราคาโดยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือเป็นราคาจากพาณิชย์จังหวัด ซึ่งจำนวนมากเป็นราคาที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมด้วยหลายกรณีไม่รวมค่าขนส่ง โดยเหตุนั้นเมื่อนำราคาเหล่านี้มาใช้เป็นฐานคิดราคากลาง จึงได้ราคากลางที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

“อยากให้ภาครัฐทบทวนวิธีการได้มาซึ่งราคาสินค้าควบคุม พร้อมกับวิธีการคิดราคากลาง พร้อมทั้งกำหนด FACTOR F ที่มีความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการควรเอาราคาที่คิดรวมต้นทุนอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดให้เอกชนดำเนินการ อย่าง ต้องว่าจ้างคนพิการ 1 คน สำหรับการจ้างงาน ทุกๆ 100 คน รวมเข้าไปด้วย ไม่ใช่ย้ำเฉพาะราคากลางที่ต่ำ เพราะราคากลางที่ต่ำจะส่งผลให้หลายโครงการไม่มีเอกชนเข้าร่วมประมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานก่อสร้างอาคารที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก” นายอังสุรัสมิ์กล่าว

นอกจากนี้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาก่อสร้าง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทางผู้ประกอบการวิชาชีพก่อสร้างเคยร่างไว้ พร้อมกับขณะนี้ก็ค้างอยู่ที่กรมโยธาธิการพร้อมทั้งผังเมือง เพราะว่าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จตั้งแต่ปี 2522 พร้อมกับออกมาใช้เป็นกฎ หมายแล้ว เสียแต่ว่าสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯขอให้ปรับร่างพ.ร.บ.ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยจะช่วยในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันพร้อมทั้งเพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ในปี 2558

“สมาคมได้ยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาลผ่านทางกระทรวงแรงงาน กำหนดราคากลางสะท้อนสู่ต้นทุนจริง พร้อมด้วยกระทรวงมหาดไทย ให้แก้ไขปัญหา 2 ส่วน ถือว่า ปัญหาแรงงานก่อสร้างขาดแคลน โดยขอให้รัฐบาลประสานงานนำเข้าแรงงานต่างด้าวจากประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้น จากที่ในปัจจุบันที่นำเข้าจากเมียนมาร์ สปป.ลาว กับกัมพูชา เป็นหลัก ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างยังต้องการแรงงานอีกถึง 3 แสนคน เช่นนี้เพื่อไม่ให้โครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่ภาครัฐอยู่ระหว่างการเร่งผลักดันในขณะนี้จะเกิดผลกระทบตามมา”

เรียลแอสเสท” จัดโปรฯ เต็มแม็ก กระตุ้นยอด The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์

“เรียลแอสเสท” เตรียมโปรฯ หนุนยอด The Stage เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ไฮไรส์คอนโดฯ เพิ่มยอดขาย ก่อนสิ้นปี

เรียลแอสเสทฯ โหมโปรโมชันเพื่อมอบของขวัญให้ลูกค้าที่สนใจคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้า กับโครงการ เดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ไฮไรส์คอนโดฯ โครงการแรกของบริษัทฯ หมายยอดขายจากโครงการนี้ 1,000 ล้านบาท ก่อนสิ้นปี

นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม พร้อมทั้งโฮมออฟฟิศ กล่าวว่า เดอะ สเตจ ไฮไรส์คอนโดฯ โครงการแรกของบริษัทฯ เพราะโครงการนี้มีความโดดเด่นด้านทำเลเป็นสำคัญ คือ ใกล้ Mass Transit บรรยากาศภายในเน้นหนักความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวโครงการมาจนปัจจุบัน เราสามารถสร้างยอดขายไปได้แล้วกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเพื่อให้บรรลุยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี ทางบริษัทฯ จึงขอส่งโปรโมชันด้วยว่ากระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านต้นๆ พร้อมกับผ่อนเริ่มต้น 5,000 บาท/เดือน พร้อมรับส่วนลดมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยโปรโมชันดังกล่าวจะมอบให้ลูกค้าที่สนใจในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ณ โครงการ เดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ไฮไรส์คอนโดฯ

เดอะ สเตจ เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ ไฮไรส์คอนโดฯ ตั้งอยู่บนถนนประชาราษฎร์สาย 2 มีมูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท แนวคิดในการออกแบบ คือ การผสมผสานความงดงามของไม้ พร้อมกับความอ่อนโยนเพื่อสายน้ำมาถือเอาประโยชน์ โดยดึงคุณลักษณะของไม้ (Character of wood) มาจัดวางในระนาบที่แตกต่าง กับนำสายน้ำมาใช้เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว ราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณ 3-3-84.9 ไร่ ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน อินเตอร์เชนจ์ เพียง 400 เมตร เป็นอาคารสูง 1 อาคาร จำนวน 36 ชั้น 773 ยูนิต พร้อมด้วยชอปเฮาส์ จำนวน 4 ชอป เริ่มต้นห้องด้วยขนาดสตูดิโอขนาด 26.3 ตร.ม., 32.2 ตร.ม. พร้อมด้วยแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 56.1 ตร.ม. พร้อมด้วย 61.4 ตร.ม. ลิฟต์โดยสาร 4 ตัว พร้อมทั้งลิฟต์สำหรับขนส่งอีก 1 ตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องฟิตเนส ห้องอ่านหนังสือ สระว่ายน้ำ แบบ Infinity Edge ยาว 25 เมตร ห้องเซาน่า พร้อมด้วยห้องซักรีดส่วนกลาง

ทุ่ม 10 ล้านบาท รุกโปรโมต “แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส”

ทุ่มเทเงิน 10 ล้านบาทบุกโปรโมต “แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส” ตั้งเป้า 1 ปียอดขายทะลุ 10 ล้าน ตร.ม.

นายไอแวน โควาริค กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด กล่าวว่า สยามยิปซัม มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เนื่องด้วยตอบสนองความต้องการของวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ได้จับมือกับ ยูเอสจี บอรอล พัฒนาแผ่นยิปซัม นวัตกรรมใหม่ แบรนด์  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  ที่ใช้เทคโนโลยีโดย “ซีตร็อคแบรนด์” มีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านน้ำหนักแผ่นที่เบากว่าเดิม แต่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยได้เปิดตัว “แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส” ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งได้รับการตอบรับจากวงการธุรกิจก่อสร้างเกินความคาดหมาย

นายสรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด กล่าวว่า สยามยิปซัม ได้จับมือกับ ยูเอสจี บอรอล เปิดตัว  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  เพราะเป็นแผ่นยิปซัมมิติใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีของ “ชีตร็อกแบรนด์” ซึ่งมีความโดดเด่นเรื่องน้ำหนักที่เบากว่าแผ่นยิปซัมทั่วไป 20% ด้วยเทคโนโลยีการผลิต Sag-Defying-Strength ™ ทำให้ได้ฝ้าเพดานที่มีความทนทานต่อการแอ่นตัว พร้อมกับมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทำให้การชำรุดของผลิตภัณฑ์ระหว่างขนส่งพร้อมกับติดตั้งลดลง

เช่นนี้ จากการจัดกิจกรรมโรดโชว์  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  พร้อมกับกลุ่มเจ้าของโครงการ ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้าง พร้อมทั้งสถาปนิก ระดับชั้นนำในจังหวัดหลักๆ เป็นต้นว่า กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ชลบุรี ฯลฯ ปรากฏว่า ได้รับกระแสตอบรับดีมาก จึงมีแผนที่จะขยายกิจกรรมโรดโชว์ให้ครอบคลุมกลุ่มช่างยิปซัมทั่วประเทศจำนวน 21 ครั้ง สำหรับให้เกิดการรับรู้ พร้อมกับได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์จริง  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  ส่งผลให้เกิดการทดลองใช้ในอนาคต เพราะว่ามั่นใจว่า “แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส” จะเป็นทางเลือกใหม่ พร้อมด้วยปฏิวัติอุตสาหกรรมตลาดแผ่นยิปซัมให้ก้าวสู่ยุคใหม่

กลุ่มเป้าหมายหลักของ  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  คือ ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างรุ่นใหม่ ที่ต้องการวัสดุอุปกรณ์คุณภาพเยี่ยมพร้อมด้วยตอบสนองความต้องการ ด้วยให้สามารถแข่งขันในสภาวะที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร หรือโครงการอาคารสูงต่างๆ เพราะว่าช่วยลดต้นทุนพร้อมทั้งประหยัดเวลาได้อย่างชัดเจน

สำหรับ ตลาดแผ่นยิปซัมในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท เพราะ สยามยิปซัมมีส่วนแบ่งตลาดมากว่า 55% ในส่วนของ  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  คาดว่าจะมีส่วนแบ่งในตลาดกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าธุรกิจก่อสร้างมีอัตราขยายตัวสูงขึ้นทุกปี อีกทั้ง ยังผู้ประกอบการยังต้องการแผ่นยิปซัมระดับคุณภาพที่ช่วยประหยัด ทั้งเวลากับต้นทุน โดย  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ ในส่วนของ  แผ่นยิปซัมตราช้างพลัส  ตั้งเป้ายอดขาย 10 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) หรือ 500 ล้านบาท ภายใน 1 ปี และเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนช่องทางการจำหน่ายจะมีทั้งผู้แทนขายพร้อมด้วยการตลาดเข้าไปแนะนำผลิตภัณฑ์พร้อมผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างโดยตรง พร้อมด้วยจำหน่ายผ่านเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของเอสซีจี ที่มีมากกว่า 600 ราย รวมทั้งร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างระดับชั้นนำทั่วประเทศ.

 

pps

PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึมหลัง หมายไตรมาส 2 ปี 58 ตลาดชักจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

pps

ธุรกิจก่อสร้างปลายปียังนิ่ง PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึม หลังเอกชนเฝ้าคอยความชัดเจนเศรษฐกิจ นโยบายเมกะโปรเจกต์ที่เป็นรูปธรรม คาดไตรมาส 2 ปี 58 ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง “PPS” เดินหน้าเตรียมการความพร้อมรับงานขนาดใหญ่ เล่างานใหม่ต่อเนื่องหมายโกยงานปีหน้า ระบุงานออกแบบในประเทศประมูลสูง เน้นหนักรับงานต่างประเทศแทน

นายธัช ธงภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) ผู้ดำเนินธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้าง พร้อมด้วยงานออกแบบด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจก่อสร้างในระยะปลายปี 2557 สม่ำเสมอบรรลุไตรมาสแรกปี 58 จะยังทรงตัวในระดับเดียวกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทเอกชนยังคงชะลอแผนการลงทุน ด้วยว่ารอดูแนวโน้มเศรษฐกิจโดยทั่วไปในประเทศ รวมทั้งการจับตาดูว่า การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่สำหรับภาครัฐจะมีความชัดเจน กับเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน ส่งผลให้การลงทุนโครงการก่อสร้างในภาคธุรกิจต่างๆ มีการชะลอตัวตามปัจจัยดังกล่าวข้างต้น

งานก่อสร้างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึม โดยส่วนมากคืองานโครงการเก่าที่มีการดำเนินการ หรือว่าเปิดขายไปในช่วงก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่าโครงการส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมยังไม่มีโครงการใหม่ทยอยปล่อยออกมามากนัก เนื่องมาจากเจ้าของโครงการเกือบทุกภาคธุรกิจยังต้องการรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์เป็นภาครัฐที่เป็นรูปธรรม เพราะเช่นนั้น งานโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการในภาคเอกชนกำลังอยู่ในขั้นการวางเเผนพร้อมทั้งออกเเบบ ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในช่วงไตรมาสสองปี 58 น่าจะเริ่มทำมีการดำเนินการก่อสร้างโครงการ กับเป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจก่อสร้างกลับมาคึกคักอีกครั้งตามที่หลายฝ่ายทำนายทายทัก” นายธัช บอกกล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมในมีหน้าต่างๆ เพื่อที่จะรองรับงานที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการหาพันธมิตรทางธุรกิจ การเพิ่มความเชี่ยวชาญพิเศษให้บุคลากร การเพิ่มศักยภาพในการเข้ารับงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างงานบริหารโครงการใหม่ของภาคเอกชนอย่างไม่ขาดระยะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคืองานโครงการในกลุ่มค้าปลีก สำนักงาน พร้อมทั้งคอนโดมิเนียมที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการในปี 2558

ส่วนงานด้านออกแบบด้านวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมในปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงขึ้น PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึม เนื่องด้วยมีงานโครงการขนาดใหญ่ออกมาน้อย มีผลให้บริษัทออกแบบต่างๆ ต้องเข้ารับงานที่มีออกมาทุกประเภท ซึ่งบริษัทยังคงมุ่งเน้นการเข้ารับงานออกแบบโครงการในต่างประเทศ เพราะมีความต่อเนื่องของงาน พร้อมทั้งมีโอกาสในการเข้ารับงานสูงกว่า เเละมีความกดดันด้านราคาการให้บริการต่ำ เพราะว่าล่าสุด บริษัทมีการรับรู้รายได้จากงานออกแบบในประเทศเคนยา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาท

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

เอพีเชื่อมั่นตั้งเป้าปิดหีบยอด 2.1 หมื่น ล.

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เผยว่า เอพี ตั้งเป้ายอด 2.1 หมื่นล. ปัจจุบันพบความต้องการสินค้าที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมืองมีความเอนเอียงที่ดีอย่างไม่ขาดระยะ เช่นนี้ขึ้นอยู่กับความยอมรับของผู้ประกอบการ ความเชี่ยวชาญในการเลือกทำเล กับการรุดหน้าสินค้าที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ในแต่ละโลเคชั่น เพราะว่าจากความสำเร็จสุดท้ายในการเปิดขายรอบพิเศษ บ้านกลางเมือง สุขุมวิท 77 พร้อมทั้ง RHYTHM ‘The Slow Collection’ สามารถสร้างยอดขายรวมกว่า 700 ล้านบาท นับเป็นสัญญาณที่ดี เน้นย้ำความมั่นใจยอดขายบริษัทฯ เอพี ตั้งเป้ายอด 2.1 หมื่นล. อย่างแน่นอน

ดังนี้โครงการ บ้านกลางเมือง สุขุมวิท 77 มูลค่าโครงการ 1,250 ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น 194 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท หนึ่งในไฮไลท์สินค้าพอร์ทพรีเมียมทาวน์โฮม 3 ชั้นสไตล์ใหม่ล่าสุด เหมือนกันศักยภาพโลเคชั่นในทำเลคอนโด เพียง 5 นาทีสู่ BTS อ่อนนุช พร้อมสรรพวิธีคิดอย่างลึกซึ้งในการดีไซน์สเปซ ทาวน์โฮมหน้ากว้าง 5 เมตร ขนาดพื้นที่ใช้สอย 178 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมด้วย Multipurpose room พร้อมด้วยที่จอดรถ 2 คัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ There’s beauty in simplicity ก่อเกิดความผ่อนคลายพร้อมกับอบอุ่น เรียบง่ายอย่างมีสไตล์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวคนเมืองอย่างพอดี โดยโครงการบ้านกลางเมือง สุขุมวิท 77 มีกำหนดเปิดขายอย่างเป็นทางการวันที่ 8-9 พฤศจิกายน ครบครันโปรโมชั่นพิเศษและกิจกรรม Lucky Draw ส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท

สำหรับคอนโดมิเนียม RHYTHM ‘The Slow Collection’ มูลค่าโครงการ 5,100 ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น 910 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 4.6 ล้านบาท คอนโดมิเนียมแต่งครบพร้อมอยู่ วิวแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งเดียวใจกลางสาทร ใกล้รถไฟฟ้า ภายใต้คอนเซ็ปต์การดีไซน์สเปซ “สำหรับให้ทุกวินาทีชีวิตคุณช้าลง” ทั้งนี้ ตั้งเข็มยอดขาย (Presales Target) เอพี ตั้งเป้ายอด 2.1 หมื่นล. มียอดขาย (Net Sales Booking) ณ 3 พ.ย. 57 รวม เท่ากับ 20,200 ล้านบาท เพราะแบ่งเป็นแนวราบ 10,200 ล้านบาท กับแนวสูง 10,000 ล้านบาท พร้อมทั้งมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 25,740 ล้านบาท เป็นแนวราบ 6,980 ล้านบาท และแนวสูง 18,760 ล้านบาท

 

แมกโนเลีย ดึงแมนดาริน โอเรียลเต็ล บริหารคอนโดฯหรู”เดอะ เรสซิเดนซ์”

แมกโนเลีย ดึงแมนดาริน โอเรียลเต็ล ”เดอะ เรสซิเดนซ์” คาดเจาะกลุ่มลูกค้า โรงแรม กวาดยอดขายแล้ว 80%

แมกโนเลีย ดึง เชนโรงแรมหรู แมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุ๊ป  บริหารยาว 25 ปี “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล” หวังเจาะกลุ่มลูกค้าโรงแรม เผยวอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ กวาดยอดขายแล้ว 80%

นายธนวันต์ ชัยวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอปอร์เรชั่น จำกัด บริษัทในเครือซีพี เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาร่วมกับ แมนดาริน โอเรียลเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป เพราะบริหาร ระยะสัญญา 25 ปี ในโครงการ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ คือ 1 ใน 2 โครงการคอนโดมิเนียมลักซัวรี่ ที่โครงการไอคอนสยาม มูลค่าลงทุน 7,000 ล้านบาท อยู่ในพื้นที่โครงการบนที่ดิน 4.9 ไร่ อาคารสูง 52 ชั้น จำนวน 146 ยูนิต พื้นที่ 132-690 ตารางเมตร คาดว่าราคาจะไม่ต่ำกว่า 300,000-350,000 บาทต่อตารางเมตร เปิดขายกลางปี 2558 พร้อมทั้งมีแผนที่จะนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ยังต่างประเทศด้วย

สำหรับ แมนดาริน โอเรียลเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป ล่าสุดบริหารโครงการคอนโดมีเนียม 7 แห่งทั่วโลกคือ นิวยอร์ก แอลเอ บอสตัน ลอนดอน โบดรัม ไทเป มาเก๊า และล่าสุดคือ กรุงเทพ เพราะว่าบริษัทมีแผนที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าของแมนดารินทั่วโลก โดยเฉพาะแขกประจำที่มาพักในกรุงเทพที่ต้องการบ้านพักหลังที่สองในกรุงเทพ

นายธนวันต์ กล่าวต่อว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลักซัวรี่ ระดับราคาตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ลูกค้ายังมีความต้องการซื้อ ถึงกระนั้นการพัฒนาสินค้าจะตอบโจทย์ลูกค้า เช่นนี้เริ่มมองเห็นแนวโน้มการพัฒนาโครงการคอนโดมีเนียมลักซัวรี่พร้อมนำเชนส์โรงแรมหรูเข้ามาบริหารมากขึ้น พร้อมกับคาดว่าในอนาคตจะมีโครงการใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกในกรุงเทพฯ ด้วยว่าเชนส์โรงแรมจะมีความโดดเด่นเรื่องการบริการ การนำเชนส์โรงแรมเข้ามาบริหารเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

ส่วน โครงการแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม มูลค่าโครงการ 12,000 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 7 ไร่ เป็นอาคารสูง 70 ชั้น จำนวน 349 ยูนิต พื้นที่ 60-222 ตารางเมตร ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 80% สัดส่วนเป็นคนไทย 70% กับชาวต่างชาติ 30% ราคาขายปัจจุบันอยู่ที่ 250,000 บาทต่อตารางเมตร จากเดิม 230,000 บาทต่อตารางเมตร

สำหรับโครงการ โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บลูเลอวาร์ด มียอดขายแล้ว 75% โดยช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง กลับขณะสถานการณ์ฟื้นตัวดีขึ้น เพราะมีแผนที่จะนำโครงการไปโรดโชว์ที่สิงคโปร์ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

“ลลิลฯ” เปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ แบรนด์ “ลลิล

“ลลิลฯ” พร้อมเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ แบรนด์ “ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์” มูลค่าโครงการกว่า 1,000 ลบ.

“ลลิลฯ” รุกตลาดบ้านแนวราบระดับไฮเอนด์ จัดแจงเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์  ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์  รามอินทรา จำนวน 104 ยูนิต มูลค่า1,000 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “New Prestige Modern Living” ที่สุดของการใช้ชีวิตบนความภูมิฐาน กับความเหนือระดับที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางธรรมชาติ บนทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน รองรับแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต ตอบโจทย์ Lifestyle ครอบครัวขนาดกลางยุคใหม่อย่างลงตัว เชื่อตลาดแนวราบแนวโน้มดี มั่นใจดีมานด์สูงสม่ำเสมอ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2557 ราคาเริ่มต้น 7 ล้านกว่า-12 ล้านบาท

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า จากการเร่งรัดขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ในเขตกรุงเทพฯ พร้อมด้วยปริมณฑล อย่างกับ รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ซึ่งขยายแนวออกไปนอกเมืองมากขึ้น มีผลทำให้การขยายตัวของเมืองขยายออกไปรอบนอกมากขึ้น จึงเป็นตัวจูงใจให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยมีมากขึ้น เป็นพิเศษตลาดแนวราบเริ่มมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุว่าผู้บริโภคเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับสมัยปัจจุบันครอบครัวขนาดใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกคนในครอบครัว บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่จึงเป็นทางเลือกที่ต้องการ พร้อมทั้งยังคงมีดีมานด์ที่สูงอย่างไม่ขาดระยะ

ดังนั้น เพื่อเป็นการนำเสนอทางเลือกที่อยู่อาศัยในประเภทบ้านเดี่ยวให้แก่ลูกค้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ลลิลฯ จึงพัฒนาบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ แบรนด์ ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์  รามอินทรา ภายใต้แนวคิด “New Prestige Modern Living” ที่สุดของการใช้ชีวิตบนความภูมิฐาน ครบครันความเหนือระดับที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางธรรมชาติ รองรับการใช้ชีวิตครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างลงตัวที่สุด บนทำเลศักยภาพของ รามอินทรา เข้าออกได้ 5 เส้นทาง ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ (วงแหวนฯ) พร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู (สถานีคันนายาว) อันจะเป็นทำเลที่มีศักยภาพต่อไปในอนาคต จึงแน่ใจว่าโครงการใหม่นี้จะตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ พร้อมทั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างแน่นอน

สำหรับโครงการ ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์ รามอินทรา จัดว่าเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ของบริษัทฯ ที่ภูมิใจนำเสนอด้วยว่าตอบรับความต้องการของลูกค้า โครงการตั้งอยู่ต้นซอยพระยาสุเรนทร์ 40 จำนวน 104 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท บนที่ดินขนาดใหญ่ 43 ไร่เศษ ราคาเริ่มต้นที่ 7 ล้านกว่า-12 ล้านบาท ขนาดบ้านเดี่ยวบนที่ดิน 100 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 237-326 ตร.ม. มีการพัฒนาบ้านแบบ สไตล์ Modern Luxury ประกอบด้วยแบบบ้าน 3 แบบ ได้แก่

1. แบบบ้าน GRANDEUR ความหรูหราอลังการบนพื้นที่ใช้สอย 326 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ในเวลาเดียวกันห้องแม่บ้าน 4 ที่จอดรถ พิเศษด้วย Double Master Bedroom ขนาดใหญ่ครบครันระเบียงกระจกที่ใช้งานได้จริงรับวิวสวน โดดเด่นด้วย Family Living Room ขนาดใหญ่ กับ Prayer Room

2. แบบบ้าน PERFETTO ความหรูหราลงตัว ด้วยพื้นที่ใช้สอย 270 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ครบถ้วนห้องแม่บ้าน 4 ที่จอดรถ โดดเด่นด้วย Master Bedroom ขนาดใหญ่พร้อมระเบียงกระจกชมวิว Family Living Area พร้อมทั้ง Library Corner ส่วนตัวชั้นบน

3. แบบบ้าน LUSSO ความหรูหราที่มาครบครันพื้นที่ใช้สอย 237 ตร.ม. 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถ พร้อมห้องแม่บ้าน พิเศษด้วย Home Theater Room พร้อมกับ Family Living Space เช่นนี้ การออกแบบสไตล์ Modern Luxury จะตอกย้ำฟังก์ชันการใช้งาน พร้อมกับพื้นที่ใช้สอยตัวบ้านที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของครอบครัว ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์ เน้นย้ำกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต บนพื้นที่ขนาด 230 ตร.ม.ขึ้นไป ถนนทางเข้าโครงการที่โอ่อ่าอย่างมีเอกลัษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งการวางผังที่เน้นหนักความเป็นส่วนตัวของผู้พักอาศัยในบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย