pps

PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึมหลัง หมายไตรมาส 2 ปี 58 ตลาดชักจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

pps

ธุรกิจก่อสร้างปลายปียังนิ่ง PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึม หลังเอกชนเฝ้าคอยความชัดเจนเศรษฐกิจ นโยบายเมกะโปรเจกต์ที่เป็นรูปธรรม คาดไตรมาส 2 ปี 58 ตลาดเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง “PPS” เดินหน้าเตรียมการความพร้อมรับงานขนาดใหญ่ เล่างานใหม่ต่อเนื่องหมายโกยงานปีหน้า ระบุงานออกแบบในประเทศประมูลสูง เน้นหนักรับงานต่างประเทศแทน

นายธัช ธงภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (PPS) ผู้ดำเนินธุรกิจวิศวกรที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้าง พร้อมด้วยงานออกแบบด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจก่อสร้างในระยะปลายปี 2557 สม่ำเสมอบรรลุไตรมาสแรกปี 58 จะยังทรงตัวในระดับเดียวกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทเอกชนยังคงชะลอแผนการลงทุน ด้วยว่ารอดูแนวโน้มเศรษฐกิจโดยทั่วไปในประเทศ รวมทั้งการจับตาดูว่า การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่สำหรับภาครัฐจะมีความชัดเจน กับเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน ส่งผลให้การลงทุนโครงการก่อสร้างในภาคธุรกิจต่างๆ มีการชะลอตัวตามปัจจัยดังกล่าวข้างต้น

“งานก่อสร้างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึม โดยส่วนมากคืองานโครงการเก่าที่มีการดำเนินการ หรือว่าเปิดขายไปในช่วงก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่าโครงการส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมยังไม่มีโครงการใหม่ทยอยปล่อยออกมามากนัก เนื่องมาจากเจ้าของโครงการเกือบทุกภาคธุรกิจยังต้องการรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์เป็นภาครัฐที่เป็นรูปธรรม เพราะเช่นนั้น งานโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการในภาคเอกชนกำลังอยู่ในขั้นการวางเเผนพร้อมทั้งออกเเบบ ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในช่วงไตรมาสสองปี 58 น่าจะเริ่มทำมีการดำเนินการก่อสร้างโครงการ กับเป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจก่อสร้างกลับมาคึกคักอีกครั้งตามที่หลายฝ่ายทำนายทายทัก” นายธัช บอกกล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมในมีหน้าต่างๆ เพื่อที่จะรองรับงานที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการหาพันธมิตรทางธุรกิจ การเพิ่มความเชี่ยวชาญพิเศษให้บุคลากร การเพิ่มศักยภาพในการเข้ารับงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างงานบริหารโครงการใหม่ของภาคเอกชนอย่างไม่ขาดระยะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคืองานโครงการในกลุ่มค้าปลีก สำนักงาน พร้อมทั้งคอนโดมิเนียมที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการในปี 2558

ส่วนงานด้านออกแบบด้านวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมในปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูงขึ้น PPS ชี้ก่อสร้างปลายปียังซึม เนื่องด้วยมีงานโครงการขนาดใหญ่ออกมาน้อย มีผลให้บริษัทออกแบบต่างๆ ต้องเข้ารับงานที่มีออกมาทุกประเภท ซึ่งบริษัทยังคงมุ่งเน้นการเข้ารับงานออกแบบโครงการในต่างประเทศ เพราะมีความต่อเนื่องของงาน พร้อมทั้งมีโอกาสในการเข้ารับงานสูงกว่า เเละมีความกดดันด้านราคาการให้บริการต่ำ เพราะว่าล่าสุด บริษัทมีการรับรู้รายได้จากงานออกแบบในประเทศเคนยา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาท

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

เอพีเชื่อมั่นตั้งเป้าปิดหีบยอด 2.1 หมื่น ล.

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เผยว่า เอพี ตั้งเป้ายอด 2.1 หมื่นล. ปัจจุบันพบความต้องการสินค้าที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมืองมีความเอนเอียงที่ดีอย่างไม่ขาดระยะ เช่นนี้ขึ้นอยู่กับความยอมรับของผู้ประกอบการ ความเชี่ยวชาญในการเลือกทำเล กับการรุดหน้าสินค้าที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ในแต่ละโลเคชั่น เพราะว่าจากความสำเร็จสุดท้ายในการเปิดขายรอบพิเศษ บ้านกลางเมือง สุขุมวิท 77 พร้อมทั้ง RHYTHM ‘The Slow Collection’ สามารถสร้างยอดขายรวมกว่า 700 ล้านบาท นับเป็นสัญญาณที่ดี เน้นย้ำความมั่นใจยอดขายบริษัทฯ เอพี ตั้งเป้ายอด 2.1 หมื่นล. อย่างแน่นอน

ดังนี้โครงการ บ้านกลางเมือง สุขุมวิท 77 มูลค่าโครงการ 1,250 ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น 194 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท หนึ่งในไฮไลท์สินค้าพอร์ทพรีเมียมทาวน์โฮม 3 ชั้นสไตล์ใหม่ล่าสุด เหมือนกันศักยภาพโลเคชั่นในทำเลคอนโด เพียง 5 นาทีสู่ BTS อ่อนนุช พร้อมสรรพวิธีคิดอย่างลึกซึ้งในการดีไซน์สเปซ ทาวน์โฮมหน้ากว้าง 5 เมตร ขนาดพื้นที่ใช้สอย 178 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมด้วย Multipurpose room พร้อมด้วยที่จอดรถ 2 คัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ There’s beauty in simplicity ก่อเกิดความผ่อนคลายพร้อมกับอบอุ่น เรียบง่ายอย่างมีสไตล์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวคนเมืองอย่างพอดี โดยโครงการบ้านกลางเมือง สุขุมวิท 77 มีกำหนดเปิดขายอย่างเป็นทางการวันที่ 8-9 พฤศจิกายน ครบครันโปรโมชั่นพิเศษและกิจกรรม Lucky Draw ส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท

สำหรับคอนโดมิเนียม RHYTHM ‘The Slow Collection’ มูลค่าโครงการ 5,100 ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น 910 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 4.6 ล้านบาท คอนโดมิเนียมแต่งครบพร้อมอยู่ วิวแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งเดียวใจกลางสาทร ใกล้รถไฟฟ้า ภายใต้คอนเซ็ปต์การดีไซน์สเปซ “สำหรับให้ทุกวินาทีชีวิตคุณช้าลง” ทั้งนี้ ตั้งเข็มยอดขาย (Presales Target) เอพี ตั้งเป้ายอด 2.1 หมื่นล. มียอดขาย (Net Sales Booking) ณ 3 พ.ย. 57 รวม เท่ากับ 20,200 ล้านบาท เพราะแบ่งเป็นแนวราบ 10,200 ล้านบาท กับแนวสูง 10,000 ล้านบาท พร้อมทั้งมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 25,740 ล้านบาท เป็นแนวราบ 6,980 ล้านบาท และแนวสูง 18,760 ล้านบาท

 

แมกโนเลีย ดึงแมนดาริน โอเรียลเต็ล บริหารคอนโดฯหรู”เดอะ เรสซิเดนซ์”

แมกโนเลีย ดึงแมนดาริน โอเรียลเต็ล ”เดอะ เรสซิเดนซ์” คาดเจาะกลุ่มลูกค้า โรงแรม กวาดยอดขายแล้ว 80%

แมกโนเลีย ดึง เชนโรงแรมหรู แมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุ๊ป  บริหารยาว 25 ปี “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล” หวังเจาะกลุ่มลูกค้าโรงแรม เผยวอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ กวาดยอดขายแล้ว 80%

นายธนวันต์ ชัยวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นท์ คอปอร์เรชั่น จำกัด บริษัทในเครือซีพี เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาร่วมกับ แมนดาริน โอเรียลเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป เพราะบริหาร ระยะสัญญา 25 ปี ในโครงการ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ คือ 1 ใน 2 โครงการคอนโดมิเนียมลักซัวรี่ ที่โครงการไอคอนสยาม มูลค่าลงทุน 7,000 ล้านบาท อยู่ในพื้นที่โครงการบนที่ดิน 4.9 ไร่ อาคารสูง 52 ชั้น จำนวน 146 ยูนิต พื้นที่ 132-690 ตารางเมตร คาดว่าราคาจะไม่ต่ำกว่า 300,000-350,000 บาทต่อตารางเมตร เปิดขายกลางปี 2558 พร้อมทั้งมีแผนที่จะนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ยังต่างประเทศด้วย

สำหรับ แมนดาริน โอเรียลเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป ล่าสุดบริหารโครงการคอนโดมีเนียม 7 แห่งทั่วโลกคือ นิวยอร์ก แอลเอ บอสตัน ลอนดอน โบดรัม ไทเป มาเก๊า และล่าสุดคือ กรุงเทพ เพราะว่าบริษัทมีแผนที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าของแมนดารินทั่วโลก โดยเฉพาะแขกประจำที่มาพักในกรุงเทพที่ต้องการบ้านพักหลังที่สองในกรุงเทพ

นายธนวันต์ กล่าวต่อว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลักซัวรี่ ระดับราคาตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ลูกค้ายังมีความต้องการซื้อ ถึงกระนั้นการพัฒนาสินค้าจะตอบโจทย์ลูกค้า เช่นนี้เริ่มมองเห็นแนวโน้มการพัฒนาโครงการคอนโดมีเนียมลักซัวรี่พร้อมนำเชนส์โรงแรมหรูเข้ามาบริหารมากขึ้น พร้อมกับคาดว่าในอนาคตจะมีโครงการใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกในกรุงเทพฯ ด้วยว่าเชนส์โรงแรมจะมีความโดดเด่นเรื่องการบริการ การนำเชนส์โรงแรมเข้ามาบริหารเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

ส่วน โครงการแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม มูลค่าโครงการ 12,000 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 7 ไร่ เป็นอาคารสูง 70 ชั้น จำนวน 349 ยูนิต พื้นที่ 60-222 ตารางเมตร ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 80% สัดส่วนเป็นคนไทย 70% กับชาวต่างชาติ 30% ราคาขายปัจจุบันอยู่ที่ 250,000 บาทต่อตารางเมตร จากเดิม 230,000 บาทต่อตารางเมตร

สำหรับโครงการ โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บลูเลอวาร์ด มียอดขายแล้ว 75% โดยช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง กลับขณะสถานการณ์ฟื้นตัวดีขึ้น เพราะมีแผนที่จะนำโครงการไปโรดโชว์ที่สิงคโปร์ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

“ลลิลฯ” เปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ แบรนด์ “ลลิล

“ลลิลฯ” พร้อมเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ แบรนด์ “ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์” มูลค่าโครงการกว่า 1,000 ลบ.

“ลลิลฯ” รุกตลาดบ้านแนวราบระดับไฮเอนด์ จัดแจงเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์  ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์  รามอินทรา จำนวน 104 ยูนิต มูลค่า1,000 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “New Prestige Modern Living” ที่สุดของการใช้ชีวิตบนความภูมิฐาน กับความเหนือระดับที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางธรรมชาติ บนทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน รองรับแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต ตอบโจทย์ Lifestyle ครอบครัวขนาดกลางยุคใหม่อย่างลงตัว เชื่อตลาดแนวราบแนวโน้มดี มั่นใจดีมานด์สูงสม่ำเสมอ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2557 ราคาเริ่มต้น 7 ล้านกว่า-12 ล้านบาท

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า จากการเร่งรัดขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ในเขตกรุงเทพฯ พร้อมด้วยปริมณฑล อย่างกับ รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ซึ่งขยายแนวออกไปนอกเมืองมากขึ้น มีผลทำให้การขยายตัวของเมืองขยายออกไปรอบนอกมากขึ้น จึงเป็นตัวจูงใจให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยมีมากขึ้น เป็นพิเศษตลาดแนวราบเริ่มมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุว่าผู้บริโภคเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับสมัยปัจจุบันครอบครัวขนาดใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกคนในครอบครัว บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่จึงเป็นทางเลือกที่ต้องการ พร้อมทั้งยังคงมีดีมานด์ที่สูงอย่างไม่ขาดระยะ

ดังนั้น เพื่อเป็นการนำเสนอทางเลือกที่อยู่อาศัยในประเภทบ้านเดี่ยวให้แก่ลูกค้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ลลิลฯ จึงพัฒนาบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ แบรนด์ ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์  รามอินทรา ภายใต้แนวคิด “New Prestige Modern Living” ที่สุดของการใช้ชีวิตบนความภูมิฐาน ครบครันความเหนือระดับที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางธรรมชาติ รองรับการใช้ชีวิตครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างลงตัวที่สุด บนทำเลศักยภาพของ รามอินทรา เข้าออกได้ 5 เส้นทาง ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ (วงแหวนฯ) พร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู (สถานีคันนายาว) อันจะเป็นทำเลที่มีศักยภาพต่อไปในอนาคต จึงแน่ใจว่าโครงการใหม่นี้จะตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ พร้อมทั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างแน่นอน

สำหรับโครงการ ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์ รามอินทรา จัดว่าเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ของบริษัทฯ ที่ภูมิใจนำเสนอด้วยว่าตอบรับความต้องการของลูกค้า โครงการตั้งอยู่ต้นซอยพระยาสุเรนทร์ 40 จำนวน 104 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท บนที่ดินขนาดใหญ่ 43 ไร่เศษ ราคาเริ่มต้นที่ 7 ล้านกว่า-12 ล้านบาท ขนาดบ้านเดี่ยวบนที่ดิน 100 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 237-326 ตร.ม. มีการพัฒนาบ้านแบบ สไตล์ Modern Luxury ประกอบด้วยแบบบ้าน 3 แบบ ได้แก่

1. แบบบ้าน GRANDEUR ความหรูหราอลังการบนพื้นที่ใช้สอย 326 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ในเวลาเดียวกันห้องแม่บ้าน 4 ที่จอดรถ พิเศษด้วย Double Master Bedroom ขนาดใหญ่ครบครันระเบียงกระจกที่ใช้งานได้จริงรับวิวสวน โดดเด่นด้วย Family Living Room ขนาดใหญ่ กับ Prayer Room

2. แบบบ้าน PERFETTO ความหรูหราลงตัว ด้วยพื้นที่ใช้สอย 270 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ครบถ้วนห้องแม่บ้าน 4 ที่จอดรถ โดดเด่นด้วย Master Bedroom ขนาดใหญ่พร้อมระเบียงกระจกชมวิว Family Living Area พร้อมทั้ง Library Corner ส่วนตัวชั้นบน

3. แบบบ้าน LUSSO ความหรูหราที่มาครบครันพื้นที่ใช้สอย 237 ตร.ม. 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถ พร้อมห้องแม่บ้าน พิเศษด้วย Home Theater Room พร้อมกับ Family Living Space เช่นนี้ การออกแบบสไตล์ Modern Luxury จะตอกย้ำฟังก์ชันการใช้งาน พร้อมกับพื้นที่ใช้สอยตัวบ้านที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของครอบครัว ลลิล กรีนวิลล์ ลักซ์ เน้นย้ำกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต บนพื้นที่ขนาด 230 ตร.ม.ขึ้นไป ถนนทางเข้าโครงการที่โอ่อ่าอย่างมีเอกลัษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งการวางผังที่เน้นหนักความเป็นส่วนตัวของผู้พักอาศัยในบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย

557000014285901

“ยูโรเดคคอร์” ตั้งเป้าปี 58 เสริมยอดขายผ่านออนไลน์สัดส่วน 30%

ปรับตัวตอบรับกระแสดิจิตอล ตั้งใจผู้นำตลาดเฟอร์นิเจอร์พร้อมทั้งของตกแต่งที่มียอดจำหน่ายออนไลน์สูงสุด ยูโรเดคคอร์  จับตลาดคนรุ่นใหม่ โดยการตลาดแบบเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้ซื้อ มุ่งเน้นสินค้าเฟอร์นิเจอร์พร้อมด้วยของตกแต่งบ้านสไตล์ยุโรป ดีไซน์เฉพาะ มีคอลเลกชันใหม่ล่าสุดทุกเดือน พร้อมด้วยสินค้ามีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย

นายชัชวาลย์ ตั้งตงฉิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูโรเดคคอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายสินค้าเฟอร์นิเจอร์พร้อมด้วยของตกแต่งบ้านสไตล์ยุโรป เปิดถึงทิศทางการขยายตลาดในปีหน้าว่า เพราะว่าปรับทิศทางทางการทำธุรกิจให้สอดคล้องต่อยุคดิจิตอลเพิ่มมากขึ้น ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์พร้อมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของคนรุ่นใหม่ ปีหน้าเราจะเน้นสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของยอดขายรวมทั้งปี ทั้งนี้ ด้วยว่ามั่นใจว่าเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่น่าจะมีอัตราการเติบโต พร้อมด้วยเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุดในยุคนี้

“กระแสการเติบโตของสมาร์ทโฟน กับอินเทอร์เน็ต มีผลให้พฤติกรรมพร้อมด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นปัจจุบันเปลี่ยนไป การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง พร้อมทั้งน่าเชื่อถือกำลังเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่นิยมเพิ่ม เพราะฉะนั้น ยูโรเดคคอร์ จึงต้องปรับตัวให้สอดรับต่อไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เนื่องด้วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากขึ้น”

ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มกระจายสู่ช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ โดยร่วมมือกับ Lazada.co.th ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับด้วยดี มียอดขายขยายอย่างก้าวกระโดดในทุกๆ เดือน ทำให้เรามั่นใจว่า ช่องทางการขายผ่านออนไลน์จะเป็นช่องทางที่เติบโตมากที่สุดใน 1-3 ปีนี้ ดังนี้ บริษัทจึงวางนโยบายที่จะรุกก้าวย่างช่องทางออนไลน์มากขึ้น พร้อมด้วยมั่นใจว่า ยูโรเดคคอร์ จะเป็นผู้นำตลาดในฐานะผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์พร้อมกับของตกแต่งบ้านในช่องทางออนไลน์ พร้อมด้วยมีแบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในช่องทางออนไลน์อย่างแน่นอน

ยูโรเดคคอร์ จะเน้นย้ำการจัดกิจกรรมการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยร่วมกับลาซาด้ามากขึ้นในหลายๆ รูปแบบ ตัวอย่างเช่น การนำสินค้าคอลเลกชันใหม่มาวางขายทุกๆ เดือนในลักษณะหมดแล้วหมดเลย ถ้าพลาดก็หาซื้อไม่ได้อีกแล้ว การจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ หรือว่ามีโปรโมชันพิเศษที่แตกต่างจากการมาซื้อที่โชว์รูม รวมทั้งการจัดกิจกรรมการตลาดในรูปแบบอื่นๆ ให้เฉพาะเป็นพิเศษแก่ลูกค้าออนไลน์แต่ ซึ่งเชื่อแน่ว่าจะสร้างสีสันให้แก่ตลาดเฟอร์นิเจอร์พร้อมด้วยของตกแต่งบ้าน ในช่องทางออนไลน์ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น” นายชัชวาลย์ กล่าว

จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่สร้างความมั่นใจว่าจะประสบผลสำเร็จในการขายในโลกออนไลน์ก็เป็น สินค้าทุกชิ้นเป็นสินค้าที่มีดีไซน์สวยงามทันสมัย ผ่านการคัดสรรจากทีมงานของยูโรเดคคอร์ อย่างพิถีพิถัน มั่นใจได้ว่าคุณภาพสินค้าตรงตามมาตรฐานยุโรป พร้อมทั้งที่สำคัญมีระดับราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพราะเรามีสินค้าหลายระดับราคาให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ตามความเหมาะสม ถือเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากคู่ค้ารายอื่นๆ ในตลาดอย่างสิ้นเชิง

ยกเว้นการจัดจำหน่ายช่องทางออนไลน์แล้ว บริษัท ยูโรเดคคอร์ จะย้ำการทำตลาดเพราะว่าสื่อสารข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งโฆษณาสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งในรูปแบบของการจัดทำวิดีโอแนะนำสินค้าผ่านยูทิวบ์ การโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ การจัดกิจกรรมการตลาดเชิง CRM กับเหล่าบรรดาแฟนเพจของยูโรเดคคอร์ ที่ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่กว่า 5,000 ราย รวมทั้งกำลังศึกษาในเรื่องของการจัดทำแอปพลิเคชันบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ด้วยเลือกซื้อสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน เพื่อให้ให้คนทั่วไปเอาไปใช้กันฟรีๆ อีกด้วย

ยูโรเดคคอร์ เป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์พร้อมกับตกแต่งบ้านนำเข้าสไตล์ยุโรป เป็นอีกหนึ่งในธุรกิจเป็นเครือยูโรฟู้ด ที่เปิดดำเนินการมากว่า 3 ปี ปัจจุบันมีสินค้าให้เลือกซื้อมากกว่า 5,000 รายการเลยทีเดียว

กสิกรฯคาดธุรกิจอสังหาฯปีหน้าฟื้น

กสิกรฯ หมายธุรกิจอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น สนับสนุนยอดสินเชื่อบ้านรวมหมดทั้งระบบเพิ่ม 8.5%

ธนาคารกสิกรไทย ประมาณการปีหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟื้น ดันยอดสินเชื่อบ้านทั้งระบบโต 8.5%

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ไดัรับผลกระทบนับตั้งแต่เศรษฐกิจโดยรวม มีผลให้ตลาดสินเชื่อบ้านด้วยระบบธนาคารปีนี้จะเติบโตเพียงร้อยละ 6-8 คิดเป็นยอดรวมสินเชื่อบ้านอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท

ส่วนปี 2558 เดาว่าตลาดจะเติบโตประมาณร้อยละ 8.5 คิดเป็นมูลค่า 2.9 ล้านล้านบาท เนื่องจากว่าการขยายโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ พร้อมกับปริมาณฑล การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พร้อมด้วยการส่งออกปีหน้าจะสูงขึ้นจากปีนี้ที่ติดลบร้อยละ 0.3 ถือเอาว่าปีหน้าจะเติบโตได้ถึงร้อยละ 2.0-4.5 มีผลภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานสินเชื่อบ้านกสิกรไทยไตรมาส 3 ปี 2557 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 35,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่าไตรมาสสุดท้ายจะปล่อยสินเชื่อได้ 12,000 ล้านบาท ทำให้ปี 2557 ธนาคารกสิกรไทยจะสามารถปล่อยสินเชื่อบ้านได้ 47,000 ล้านบาท เติบโตจากสิ้นปีที่แล้วร้อยละ 6-7 แต่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 49,000 ล้านบาทเล็กน้อย

กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น จากการวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อการซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจ การเมือง ค่าครองชีพ มีผลให้ครึ่งปีแรกการลงทุนโครงการใหม่ชะลอตัวพร้อมทั้งยอดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จากเดิมอยู่ที่ระดับร้อยละ 16.7 เพิ่มเป็นร้อยละ 20.8 และค่าครองชีพ ปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ระดับร้อยละ 18 เพิ่มเป็นร้อยละ 19.5

นอกจากนี้ กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น นับตั้งแต่ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น นอกจากสถิติปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 77 ของจีดีพี ปี 2556 เพิ่มเป็นร้อยละ 82 ของจีดีพี พร้อมทั้งปี 2557 ตัวเลขยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดหมายว่าสิ้นปีนี้จะสูงถึงร้อยละ 85 ของจีดีพี การอนุมัติสินเชื่อบ้านเกี่ยวกับสถาบันการเงินจนถึงสิ้นปีนี้จะทำได้ยากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้ครัวเรือนแตะระดับร้อยละ 30 ของรายได้ครัวเรือน

หลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ความศรัทธาของผู้บริโภคปรับตัวในทิศทางดีขึ้นทั้งแง่ของความไม่แน่นอนภาวะเศรษฐกิจ จากเดิมร้อยละ 27.7 ลดลงเหลือร้อยละ 26.9 ความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต จากเดิมร้อยละ 24.4 ลดลงเหลือร้อยละ 23.2 พร้อมทั้งความไม่สบายใจจากภาวะการเมืองในประเทศ จากเดิมร้อยละ 13.2 ลดเหลือเพียงร้อยละ 9.6 จึงมีแนวโน้มว่าภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้พร้อมทั้งปีหน้าจะดีขึ้นส่งผลให้ภาพรวม กสิกรฯ คาดอสังหาฯ ปีหน้าฟื้น

 

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน

‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ ขยายมูลค่าบ้านพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม

สศค.พิจารณาเกณฑ์ ยกเว้นภาษีที่ดิน พร้อมกับสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ขยายมูลค่าบ้านเป็น 1.5-2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท

หลังกระทรวงการคลัง นำเสนอกฎหมายการจัดเก็บภาษีมรดก ผ่านการพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว กฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินกับสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นกฎหมายอีกฉบับ ที่กระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอครม.ในต้นปีหน้า

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้หารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี เบื้องต้นสรุปว่า ยกเว้นภาษีที่ดิน ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง จะยังคงจัดเก็บที่อัตราเพดาน พื้นที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1% ส่วนที่ดินว่างเปล่ากับเพราะด้วยการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 4%

ส่วนอัตราการเก็บจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเริ่มพิจารณาเก็บฐานต่ำในอัตราเดิมก่อนหน้านี้ที่ สศค. เคยนำเสนอไว้ หมายความว่า ที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.05% พร้อมกับ ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.1% ซึ่งอัตราเก็บจริงจะเก็บครั้งเดียวปีต่อปี ส่วนที่ว่างเปล่าพร้อมด้วยด้วยการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 0.5% จะทยอยปรับทุก 3 ปี 2 ครั้ง

เพิ่มเติมข้อยกเว้น”ขยายมูลค่าบ้าน”

แต่ แนวทางปฏิบัติยังต้องพิจารณาเสริมเพิ่มใน กรณี ยกเว้นภาษีที่ดิน ซึ่งจะต้องพิจารณา “ขยายมูลค่าบ้าน” ที่ได้รับการยกเว้นเสียภาษีมากขึ้นจาก “ไม่เกิน 1 ล้านบาท” หมายถึง “ไม่เกิน 1.5- 2 ล้านบาท” เพื่อให้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมทั้งให้นำมูลค่าบ้านมาหักลดหย่อนตามข้อยกเว้นก่อน แล้วถึงจะนำมูลค่าบ้านที่เหลือไปคิดเป็นมูลค่าของฐานที่จะต้องเสียภาษี

“ภาษีที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้าง จะมีความชัดเจนและเสนอเข้าครม.ได้ประมาณมกราคมปีหน้า ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังต้องการผลักดันแน่นอน”

ทริส หวั่นเก็บภาษีมรดกกระทบกำลังซื้อ

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส เรตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ยกเว้นภาษีที่ดิน สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่รัฐบาลมีแนวคิดจะจัดเก็บภาษีมรดกที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเงินที่จะได้รับจากการจัดเก็บภาษีมีสัดส่วนคิดเป็น 0.5 % ของจีดีพีเท่านั้น สิ่งที่สังคมต้องทำความเข้าใจ หมายความว่า เงินมรดก เป็นเงินที่ประชาชนทำงาน พร้อมกับเก็บเงินไว้ให้ลูกหลาน เงินเหล่านี้ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว 1 ครั้ง อย่างการเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การเก็บภาษีมรดกคือการเก็บภาษีครั้งที่ 2 ดังนี้หากรัฐบาลจะทำจริง ต้องอธิบายกับสังคมให้ได้ถึงเหตุผลในการจัดเก็บ

แนะรับสร้างบ้านผนึกกำลังรับเออีซี

นายสุทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการ “ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย’58 @ ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ในหัวข้อ “ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ว่า การที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปเปิดตลาดรับสร้างบ้านในอาเซียนได้นั้น จะต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกัน เนื่องแต่ที่ผ่านมาสมาชิกยังไม่เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังควรตั้งรับมากกว่าตั้งรุก เน้นการสร้างตลาดกับกลุ่มลูกค้า สำหรับสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง ทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนจากประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย พร้อมด้วยสวีเดน ซึ่งจะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการเจรจากันบ้างแล้ว

ส่วนกลยุทธ์หากจะรุกตลาดอาเซียน ต้องไปกันเป็นกลุ่ม ที่ผ่านมาสมาคมฯ ย้ำการสร้างผู้ประกอบการที่มีคุณภาพกับเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาค ซึ่งในปีหน้าจะตอกย้ำเอื้ออำนวยให้แก่ผู้ประกอบการขยายตลาดผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ

ชี้ศึกษากฎ-ระเบียบลงทุนให้ชัด

นายสุทธิพร ยังกล่าวว่า นอกจากการรวมกลุ่มช่วยกันรุกตลาดแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องศึกษากฎพร้อมทั้งระเบียบต่างๆ ในการเข้าไปลงทุนธุรกิจนี้ในอาเซียน เป็นพิเศษสัญญาการลงทุนต่างๆ เนื่องมาจากแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เป็นต้นว่า สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ ในประเทศนั้นๆ

เพราะว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่หรือซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน เนื่องจากมีการพัฒนาที่ช้ากว่าไทยหลายสิบปี ทำให้ขยายเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

“พม่าถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปทำธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้น เป็นพิเศษการเข้าไม่ถึงนักลงทุนที่แท้จริง แต่จะต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องรอบคอบ” นายสุทธิพร กล่าว

ระหว่างที่ความต้องการสร้างบ้านในประเทศลาวและกัมพูชานั้นถือว่ามีสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะ กับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติ ซึ่งชื่นชอบในฝีมือแรงงานกับรูปแบบการออกแบบของคนไทย เพราะว่าระดับราคารับสร้างบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 20-30 ล้านบาทเหตุด้วยผู้มีฐานะ และ 5-10 ล้านบาท สำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติ

มั่นใจปีหน้าธุรกิจสร้างบ้านโต

ส่วนภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ ถือว่าตลาดไม่ปกติ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 พร้อมกับ 3 ของปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น ทำให้ชะลอการใช้จ่ายโดยเฉพาะผู้บริโภคระดับรากหญ้า

ข้อเสียแรงงานไทยอายุมาก

นายสราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์พร้อมทั้งพัฒนาสังคม สถาบันการวิจัยเพราะว่าการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตลาดแรงงานก่อสร้างในไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะแรงงานระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งรูปแบบที่ถูกกฎหมายพร้อมด้วยผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวแต่แอบมาทำงานในไทย

ปัจจุบันแรงงานไทยมี 38 ล้านคน คือแรงงานก่อสร้าง 2.4 ล้านคน เป็นแรงงานระดับล่าง 2 ล้านคน หรือไม่ก็คิดเป็น 82% ขณะที่แรงงานต่างด้าว เช่น พม่า กัมพูชา พร้อมกับลาว อยู่ที่ 6.71 แสนคน คิดเป็น 34% ซึ่งแรงงานเวียดนามมีความต้องการที่จะเข้ามาทำงานในไทยมากกว่าแรงงานจากชาติอื่น

“แรงงานระดับล่างหากแข่งขันกันจริง เราไม่ได้ส่งแรงงานระดับล่าง แค่เรานำเข้าจากซีแอลเอ็มวี ขณะที่ลาวพร้อมด้วยกัมพูชาใช้แรงงานจากกัมพูชาพร้อมทั้งจีน เนื่องมาจากค่าแรงไม่สูง ขณะที่ปัญหาของแรงงานระดับล่างของไทยคือ เป็นแรงงานผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานไทยทำงานเป็นฤดูกาล ซึ่งจะต้องหาแรงงานต่างชาติเข้ามาชดเชยซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบ ขณะที่แรงงานต่างด้าวเป็นวัยหนุ่มสาว”

กคช.เล็งจัดมหกรรมขายบ้านปั้นยอดแพกเกจ 1

กคช.เล็งจัดมหกรรมขายบ้านปั้นยอดแพกเกจ 1

การเคหะฯ  ปั้นยอดโครงการแพกเกจ 1 พร้อมทั้งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หมายจัดงานมหกรรมขายบ้านโครงการแพกเกจ 1 ประมาณการจัดงานพร้อมกันทั่วประเทศเดือน ม.ค.58 แจงยอดขายแพกเกจ 1 รวม 2 ระยะ 2,286 หน่วย จาก 6,107 หน่วย หรือ 40% ของหน่วยเสนอขายทั้งหมด
นายสุภัคร ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า ภายหลังจากที่การเคหะฯ นำโครงการที่อยู่อาศัยแพกเกจ 1 เปิดขายตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา จนกระทั่งขณะนี้ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ท้ายสุด การเคหะฯ เตรียมเปิดตัวโครงการแพกเกจ 1 พร้อมด้วยเปิดการขยายอย่างเป็นทางการ โดยมีแผนจะจัดงานรณรงค์ขายโครงการแพกเกจ 1 ในเดือน ม.ค.2558 ที่จะถึงนี้
“ระยะนี้ทีมการตลาดอยู่ระหว่างการจัดหาพื้นที่สำหรับการจัดงานของทั้งในส่วนกลางในกรุงเทพมหานคร พร้อมกับในโซนโครงการต่างจังหวัดที่เชียงใหม่ พร้อมกับภูเก็ต ซึ่งในส่วนของการเคหะแห่งชาติเอง ต้องการที่จะจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง กทม. พร้อมทั้งต่างจังหวัด แต่กำลังเร่งหาข้อสรุปเรื่องสถานที่จัดงานให้ลงตัวทั้งเวลา พร้อมด้วยสถานที่ ทั้งนี้ หากวันเวลาในการจัดไม่ตรงกันก็อาจจะจัดให้เป็นวันที่ต่อเนื่องกัน อย่างไรก็ตาม หากสถานที่พร้อมกับวันที่ลงตัวจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง เช่นนี้ การเคหะแห่งชาติ ตามที่วางแผนเอาไว้คาดเดาว่าการจัดงานอาจจะเป็นต้นเดือนมกราคมปีหน้า”
นายสุภัคร กล่าวว่า นอกจากการเตรียมจัดงานดังกล่าวแล้ว กคช. ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบภายในด้านการรบริหารงานอีกหลายอย่าง เช่นว่า การพิจารณาพร้อมด้วยติดสินในเลือกที่จะใช้การออกแบบก่อสร้างในระบบ BIM มาใช้กับการก่อสร้างโครงการทั้งหมดของการเคหะแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ 3 มิติ พร้อมทั้งนำมาใช้บริหารโครงการได้เบ็ดเสร็จสารพัด ซึ่งขณะนี้ก็ทำลังให้ทีมงานมีการนำเสนอมาแล้วจะมีการคัดเลือกจะเลือกใช้การออกแบบโปรแกรมใด

สำหรับความคืบหน้าผลการขาย “โครงการที่อยู่อาศัยแพกเกจ 1″ หลังจากที่ได้เปิดขายระยะที่ 2 เมื่อช่วงวันที่ 24 ต.ค.-2 พ.ย. ที่ผ่านมา การเคหะฯ สามารถทำยอดขายได้ 2,286 หน่วย จากยอดรวมที่นำมาขายทั้งหมด 6,107 หน่วย หรือไม่ก็ประมาณ 40% และยังคงมียอดจองที่ทยอยเพิ่มขึ้น สำหรับโครงการที่ได้รับความสนใจมากในการเปิดขายครั้งที่ผ่านมา ประกอบด้วย โครงการเชียงใหม่ (ไนซ์ซาฟารี) ระยะที่ 1 โครงการเชียงใหม่ (หนองหาร) ระยะที่ 1 โครงการเชียงใหม่ (สันผีเสื้อ) โครงการจังหวัดกระบี่ (กระบี่น้อย) โครงการการจังหวัดภูเก็ต (เทพกระษัตรี) โครงการจังหวัดศรีษะเกษ (โนนข่า) พร้อมกับโครงการจังหวัดชลบุรี (กุฎโง้ง) เพราะว่ากลุ่มลูกค้าที่มาจองโครงการมีความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง พร้อมด้วยมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของการเคหะฯ ในการสร้างที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งราคาขายที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้
อย่างไรก็ตาม มีบางโครงการ เช่นเดียวกับ ที่จังหวัดภูเก็ต (เทพกระษัตรี) กับโครงการที่จังหวัดชลบุรี (นาจอมเทียน) มีลูกค้าที่ลงชื่อไว้ พร้อมกับแห่มาซื้อกันจำนวนมาก เพราะเฉพาะพื้นที่ด้านหน้าโครงการจนทางการเคหะแห่งชาติต้องยุติการขายโครงการด้านหน้าเอาไว้ก่อน แต่เปิดขายพื้นที่ด้านในโครงการก่อน

“ความคืบหน้าโดยการขาย โครงการแพกเกจ 1 ระยะที่ 1 ที่เปิดขายไปเมือปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มียอดจอง50% ล่าสุด ทางการเคหะฯ ได้เรียกลูกค้าที่จองโครงการไว้มาทำสัญญาได้เกือบ 100% แล้ว กับหลังจากนี้ก็จะเริ่มมีการผ่อนดาวน์เลยเพราะว่าให้นำเงินจองมาเป็นการผ่อนดาวน์งวดแรกของเดือน ต.ค. เช่นนี้ ใน พ.ย.ถือเป็นการผ่อนดาวน์เดือนที่ 2 ของโครงการแพกเกจ 1 ที่เปิดขายช่วงแรก เพราะว่าการผ่อนดาวน์จะมี 2 ลักษณะคือ เพื่อโครงการที่ขายสำหรับผู้มีรายได้น้อย จะให้ลูกค้าผ่อนดาวน์ 10% ของมูลค่าโครงการ พร้อมกับสำหรับโครงการที่ขายเพื่อหารายได้ลูกค้าจะผ่อนดาวน์ 20% ของราคาขายแต่ละโครงการที่ซื้อ”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

“ดิ เอ็ม ดิสทริค” ผู้สร้างค้าปลีกระดับเวิลด์ลักชัวรี่ของไทย

“ดิ เอ็ม ดิสทริค” ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย คว้ารางวัลชนะเลิศจาก เซาธ์อีส เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014

ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม พร้อมด้วย ดิ เอ็มควอเทียร์ จากโครงการ “ดิ เอ็ม ดิสทริค” เขตการค้าแห่งใหม่ ใจกลางสุขุมวิท ย้ำวิสัยทัศน์พร้อมด้วยเป้าหมายในการยกระดับให้หมายถึงศูนย์การค้าระดับโลก ทันสมัย แปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (Extraordinary Lifestyle) หลังสุดคว้ารางวัลชนะเลิศสาขา โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมในที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Best Commercial Architectural Design – South East Asia) จาก เซาธ์อีส เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014 (South East Asia Property Awards 2014) ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเร็วๆนี้

เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิ เอ็มโพเรี่ยม กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติที่ในปีนี้ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ เนื่องจากโครงการ “ดิ เอ็ม ดิสทริค” ได้รับรางวัลชนะเลิศในสาขา โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจาก เซาธ์อีส เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014 ซึ่งมีผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศต่างๆในภูมิภาคเข้าร่วมประกวด เช่น อินโดนิเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พร้อมทั้งไทย โดยเป็นธุรกิจค้าปลีกเพียงรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ยกเว้นนี้ยังได้รับอีกสองรางวัลจาก ไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2014 (Thailand Property Awards 2014) ในสาขา โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีการออกแบบสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยม-ประเทศไทย (Best Commercial Architectural Design – Thailand ) พร้อมกับรางวัลโครงการอสังหาริมทรัพย์ เชิงพาณิชย์ยอดเยี่ยม-ประเทศไทย (Best Commercial Development – Thailand) ซึ่งคือเครื่องการันตีความสำเร็จจากการพัฒนารูปแบบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

เพราะทีมงานนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของดิ เอ็มโพเรี่ยม พร้อมด้วยดิ เอ็มควอเทียร์ ให้โดดเด่น งามสง่า ผสานการรังสรรค์การตกแต่ง ภายใต้แนวคิด Organic Form พร้อมด้วย Embracing with Nature ที่นำศาสตร์พร้อมด้วยศิลป์ในการออกแบบ ผนวกเข้ากับรูปแบบความงามที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เพราะสร้างสุดยอดสุนทรียภาพแปลกใหม่ในการช้อปปิ้ง ครบครันสิ่งอำนวยความสะดวก กับเทคโนโลยีล้ำยุค

“ดิ เอ็ม ดิสทริค” ประกอบด้วยสามโครงการศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาส ประกอบด้วย ดิ เอ็มโพเรี่ยม (The Emporium) หมายถึง ที่สุดแห่งความมีระดับ (The Ultimate Shopping Complex) ดิ เอ็มควอเทียร์ (The EmQuartier) จะเป็นมิติใหม่โดยรูปแบบชีวิตที่ไม่ธรรมดา (The Extraordinary Life) กับ ดิ เอ็มสเฟียร์ (The Emsphere) จะเป็นชีพจร เป็นความเร้าใจใหม่ของกรุงเทพฯ (The Vibe of Bangkok has never experienced before) ณ ทำเลที่ดีที่สุดใจกลางแนวสุขุมวิทโอบล้อมสวนเบญจสิริ บนเนื้อที่เป็นทั้งสามโครงการรวม 50 ไร่ พื้นที่โครงการรวม 650,000 ตารางเมตร เหมือนกันงบลงทุนเฉพาะโครงการศูนย์การค้ากว่า 25,000 ล้านบาท อันเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการค้าปลีกไทย สำหรับแผนพัฒนาโครงการศูนย์การค้าระดับโลก

ThaiPR.net — พุธที่ 19 พฤศจิกายน 2557 09:59:12 น.

SC ฟุ้งยอดเยี่ยมชมโครงการเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 25% ในเวลาเดียวกันเดินหน้ารังสรรค์ออฟฟิศใหม่

 

557000013550201เอสซีฯ แจง 9 เดือน มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 20% ทั้งรายได้พร้อมกับกำไรสุทธิ มั่นใจรวมหมดทั้งปีรายได้ตามเป้า 12,000 ล้านบาท มีโครงการเหลือขายในพอร์ต 32 โครงการ มูลค่า 24,650 ล้านบาท  เอสซีฯ ฟุ้ง ผู้เยี่ยมชมเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 25% เป็นพิเศษในโครงการบ้านที่ระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านขึ้นไป พร้อมทั้งเดินหน้าอาคารสำนักงานแห่งใหม่ “เอสซี แอสเสท”

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC แสดงออกถึงความสำเร็จของผลประกอบการภายใต้นโยบายการเติบโตอย่างยั่งยืน สรุปผลประกอบการ 9 เดือน บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท เติบโต 21% เพราะว่าเป็นรายได้จากการดำเนินงาน 8,191 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท พร้อมทั้งยอดขาย 6,095 ล้านบาท เช่นนี้ ในปีนี้ เอสซีฯ มีรายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม 6 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมพร้อมทั้งสัดส่วนสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ไตรมาส 3 ที่สร้างผ่านมานี้ มีการเปิดพรีเซลส์โครงการใหม่ระดับพรีเมียม 3 โครงการ คือ

1. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 28 ไร่ มูลค่าโครงการ 830 ล้านบาท เริ่ม 7-10 ล้านบาท

2. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด วงแหวน-พระราม 9 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 45 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท เริ่มต้น 5-8 ล้านบาท

3. โครงการเวิร์คเพลส ราชพฤกษ์-จรัญฯ โฮมออฟฟิศดีไซน์ใหม่ มูลค่าโครงการ 720 ล้านบาท ราคาริเริ่ม 4.99-12 ล้านบาท สมัยนี้ทั้ง 3 โครงการได้รับการยอมรับที่น่าพอใจ สร้างยอดขายรวมกันประมาณ 400 ล้านบาท เพราะว่าตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่น สะดวกสบาย พร้อมกับมีการออกแบบที่ชดเชยในเรื่องฟังก์ชันได้ครบถ้วน ตามหลักคิด 5 จุดขายหลักเป็น เอสซีฯ   

นายณัฐพงศ์ สรุปเพิ่มเติมถึงความรุดหน้าของอาคารสำนักงานแห่งใหม่ “เอสซี แอสเสท” กำลังพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานแห่งใหม่ บนถนนพหลโยธิน ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ปัจจุบันโครงการได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อย พร้อมด้วยได้เริ่มงานเสาเข็มเจาะแล้ว ประมาณว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างใกล้เคียง 2 ปี แล้วเสร็จต้นปี 2560 เป็นอาคารสูง 24 ชั้น พร้อมด้วยชั้นใต้ดิน 1 ชั้น รวมพื้นที่อาคารสำนักงานประมาณ 13,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,170 ล้านบาท ธุรกิจอาคารสำนักงานเพื่อเช่า ปัจจุบันอุปสงค์เติบโตเร็วกว่าอุปทานเห็นได้จาก occupancy rate พร้อมกับอัตราค่าเช่า มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกๆ ปีต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับเมื่อพิจารณาควบคู่กับปัจจัยบวกจากการเปิด

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤศจิกายน 2557 23:45